เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดสิ่งมหัศจรรย์ในวันเวียนเทียนสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เมื่อถึงวันเวียนเทียนอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านจะทำพิธีอาราธนาพระนิพพานให้มาปรากฏในพิธีเวียนเทียน ฉะนั้นในวันเวียนเทียนจึงมีสาธุชนมาร่วมในพิธีเวียนเทียนกันคับคั่ง เพื่อจะได้เห็นอานุภาพของวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่มาเวียนเทียน ก่อนจะถึงพิธีเวียนเทียนหลวงพ่อท่านจะอธิบายถึงความสำคัญของวันเวียนเทียนวันนั้นเสียก่อน แล้วสอนว่าในขณะที่กำลังทำพิธีเวียนเทียน ให้ทุกคนทำจิตเป็นสมาธิไปด้วย คือ ทำใจให้หยุดนิ่ง ให้เวียนเทียนด้วยอาการสำรวมระวัง ไม่พูดไม่คุย ไม่แสดงอาการศึกคะนองอย่างหนึ่งอย่างใด ให้สำรวมกาย วาจาใจให้สงบ หลังจากนั้นท่านจะนำไหว้พระสวดมนต์อ่านบทความบันทึกจากผู้ใกล้ชิด
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิด
เรื่องเล่าจากผู้ใกล้ชิดที่ช่วยให้เห็นภาพครูบาอาจารย์อย่างอบอุ่นและมีชีวิต
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดสิ่งมหัศจรรย์ในวันเวียนเทียนสมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เมื่อถึงวันเวียนเทียนอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านจะทำพิธีอาราธนาพระนิพพานให้มาปรากฏในพิธีเวียนเทียน ฉะนั้นในวันเวียนเทียนจึงมีสาธุชนมาร่วมในพิธีเวียนเทียนกันคับคั่ง เพื่อจะได้เห็นอานุภาพของวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่มาเวียนเทียน ก่อนจะถึงพิธีเวียนเทียนหลวงพ่อท่านจะอธิบายถึงความสำคัญของวันเวียนเทียนวันนั้นเสียก่อน แล้วสอนว่าในขณะที่กำลังทำพิธีเวียนเทียน ให้ทุกคนทำจิตเป็นสมาธิไปด้วย คือ ทำใจให้หยุดนิ่ง ให้เวียนเทียนด้วยอาการสำรวมระวัง ไม่พูดไม่คุย ไม่แสดงอาการศึกคะนองอย่างหนึ่งอย่างใด ให้สำรวมกาย วาจาใจให้สงบ หลังจากนั้นท่านจะนำไหว้พระสวดมนต์อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 4)อาจารย์แม่ชีญาณี ศิริโวหารอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 3)เกิดมาหาแก้ว คุณยายอุบาสิกา ปุก มุ้ยประเสริฐ อายุ 100 ปี ได้บวชชี ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงควบคู่กับหลวงพ่อตลอดมา และเคยเป็นครู เป็นหัวหน้าสอนวิชาคุมวิชชาธรรมกาย เบื้องสูงในสถานที่ทำวิชชา (โรงงาน) ของวัดปากน้ำ ในสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ คุณยายปุกปฏิบัติธรรมเจริญวิชชา ชั้นสูง มีสติมั่นคงสงบหนักแน่น มีญาณละเอียดอ่อน เข้าถึง วิชชาธรรมกายที่แก่กล้าขั้นสูง ขั้นละเอียดยิ่งในขั้นฝ่ายบุญ ภาคปราบอันหาศิษย์อื่น ๆ ทัดเทียมได้ยากท่านหนึ่งทีเดียว คุณยายปุก เคยบอกเล่าเรื่องจักรพรรดิ, กายสิทธิ์ แก่เหล่า ศิษย์ใกล้ชิดว่า............ ในปี พ.ศ. 2482 วัดปากน้ำนั้นเคยมีป่าช้าในวัด ปากน้ำตรงบริเวณตึกคณะเนกขัมม์ในปัจจุบัน ซึ่งในสมัย นั้น........ วันดีคืนดีก็มีดวงสว่าง ๆ ลอยขึ้นมาจาก พื้นดิน บรรดาศิษย์หลวงพ่อ มีแม่ชีต่างก็คอยแอบจ้อง เพื่อจะจับดวงแก้วที่ลอยขึ้นมานั้นให้ได้ แต่ก็ไม่ สำเร็จ เพราะมีพวกเทวดามาคอยขัดขวาง แต่หลวงพ่อ ท่านประสงค์ที่จะเอาแก้วจักรพรรดิ (บรมจักร) ดวงนี้ขึ้น มาเพื่อนำมาช่วยทำวิชชา ช่วยเหลือวัดปากน้ำต่อไป ในการเลี้ยงพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อส่ง เสริมการปฏิบัติธรรมให้เจริญรุ่งเรือง วัฒนาถาวรต่อไป หลวงพ่อท่านจึงสั่งให้แม่ชีต่าง ๆ ที่มีวิชชาสูง นั่งเข้าที่ ทำวิชาเพื่ออัญเชิญแก้วบรมจักรขึ้นมา โดยเอาเข่งครอบพื้น ดินตรงบริเวณที่บรมจักรอยู่ และเอาผ้าขาวคลุมเข่งไว้ คณะแม่ชีผู้ได้วิชชาธรรมกายก็นั่งสมาธิเข้าที่ทำวิชชา นั่งล้อม รอบเข่งนั้น ทำวิชชาเพื่ออัญเชิญบรมจักรที่มีฤทธิ์มีอานุภาพให้ แทรกแผ่นดินขึ้นมา แต่ในครั้งนั้นคุณยายบอกว่า .....ของหยาบ ไม่ขึ้นมา แต่บรมจักรได้แผ่รัศมีขึ้นมาจนจับผ้าขาวออก แสงสว่างจ้าทีเดียว ตามสำนวนภาษาคนเก่า ๆ พูดว่า “แสงสว่างจ้าจนแสงเขียวเชียว” คือแสงสว่างจ้าเย็นตาเย็นใจมากนั่นเอง ดังนั้นเมื่อของหยาบไม่ขึ้นมา ขึ้นมาแต่ของละเอียด คณะศิษย์จึงขุด เมื่อขุดพบแล้วก็เอาผ้าขาวหุ้มห่อบรมจักร นั้น แล้วพระภิกษุรูปหนึ่งก็อุ้มออกจากหลุมนำมาไว้ที่วิหาร ขาว หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าต้องทำวิชชา 3 เดือนจึง จะเปิดผ้าขาวได้ และเอาดอกมะลิบูชาไว้ แต่ในระหว่างกลางพรรษา มีวันหนึ่งฝนตกหนักชนิดเรียก ว่าเหมือนฟ้ารั่วตกแทบแผ่นดินจะถล่มทะลาย ตามสำนวนคน เก่า ๆ พูด ฟ้าก็คำราม คำรน สะเทือน เลื่อนลั่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งฝนทั้งฟ้า เหมือนดังจะถล่มทลายที เดียว เมื่อเหตุการณ์สงบดีแล้วปรากฏว่า แก้วบรมจักรก้อนนั้น ได้อันตรธานหายไปทั้ง ๆ ที่ห่อผ้าขาวไว้ ผ้าก็ยังห่ออยู่โดย ไม่มีรอยแก้วแต่ประการใดอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 2)ประวัติคุณยายทองสุข สำแดงปั้น แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น อดีตวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียง เกิดวันพุธที่ 1 สิงหาคม 2443 ปีชวด ที่บ้านสะพานเหลือง อำเภอบางรัก กรุงเทพ ฯ เป็นลูกคนที่ 3 ของนายร่ม และนางวัน ชีวิตวัยเด็กกำพร้าบิดามารดาแต่เยาว์วัย ท่านอยู่ในอุปการะของคุณลุงและคุณอา แต่งงานกับคุณหมอชื้น สำแดงปั้น ศัลยแพทย์โรงพยาบาล จุฬา ฯ มีบุตร 2 คน แต่อยู่ไม่นานคุณหมอสามีถึงแก่กรรม ท่านประกอบการค้าขายเลี้ยงบุตรและตนเองโดยไม่ฝืดเคือง อายุ 30 ปีเริ่มศึกษาสมถวิปัสสนาแนววิชชาธรรมกาย ที่วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่สอนให้ จะยืน เดิน นั่ง นอน อย่าทำใจให้คลอน ให้หยุดนิ่งอยู่ที่ ศูนย์กลางกาย โดยบริกรรมภาวนาว่า"สัมมาอะระหัง" วันหนึ่งขณะที่เดินไปซื้ออาหารที่ตลาดประตูน้ำใกล้วัด ใจของท่านก็ตรึกนิ่งจรดที่ศูนย์กลางกายตามคำสอนของ หลวงพ่อ ระหว่างที่เดินท่านก็เห็นดวงธรรม ดวงใส สะอาดอยู่ศูนย์กลางกายมองครั้งใดที่ใดเห็นสว่างไป หมด ท่านจึงรีบกลับวัดกราบเรียนหลวงพ่อ ฯ ท่านได้ธรรมกายอายุ 35 ปี ท่านศรัทธามากจึงบวช เป็นชีวัดปากน้ำ ฯ อายุ 40 ปี เมื่อศึกษาจนความรู้มั่นคง แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้มอบหมายส่งท่านออกเผยแพร่ ธรรม สอนพระกัมมัฏฐาน แม่ชีทองสุข เป็นครูชั้นเลิศ มีวิธี การสอนที่ละเอียดละออ ท่านเน้นและทบทวนธรรมที่สอนอยู่ เสมอไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้ศิษย์ เพื่อให้ศิษย์รู้ จำได้ เข้าใจจริง จนประสบความสำเร็จ สมกับที่หลวงพ่อ ฯ วางใจให้เป็นครู แม่ชีทองสุขมีความสามารถในการสอน เมื่อถามก็ตอบ ให้เข้าใจ และจะแนะนำแก้ไขข้อขัดข้องอุปสรรคต่าง ๆ ด้วย เมตตา ท่านสอนหลักการแก่ศิษย์ว่า "อย่างเกร็งตัว อย่ากด ลูกนัยน์ตา กำหนดบริกรรมนิมิตและบริกรรมภาวนาเรื่อยไป กำหนดใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย รู้เฉย ๆ ว่าใจเรานี้ อยู่ที่ศูนย์ ฯ รู้เพียงเท่านี้ก่อน ไม่ต้องร้อนใจ ทำใจให้ เฉย ๆ เรื่อย ๆ ตัดความอยากรู้อยากเห็นเร็ว ๆ นั้นเสีย ตัดความกังวล ยังไม่เห็นก็อย่าเสียใจ ขอให้ทำให้ถูก ต้องและมีความเพียรเถิด ธรรมะเป็นของจริง ถึงเวลาแล้ว เห็นเอง เมื่อเห็นแล้วก็อย่าดีใจเกินไป เพราะจะทำให้ นิมิตนั้นหายได้ ขณะที่ท่านสอนจะเรียบเรียงถ้อยคำ ลำดับเหตุ ลำดับ ผลจัดวางความยากง่ายอย่างเหมาะสมกับศิษย์จนเข้าถึงแก่น และการนำเรื่องเปรียบเทียบที่ให้ความกระจ่างแจ้งแก่เนื้อหา ดังเช่นคำสอนของท่านที่ว่า "ใจของเราเป็นของละเอียด ไม่ใช่ของหยาบ ถึงแม้ใจเราจะไม่วอกแวกไปไหนต่อไหน แล้วก็ตาม แต่หากจะบังคับให้หยุดทันทีก็ยังลำบาก เราต้องใช้วิธีตะล่อมใจทีละเล็กทีละน้อย ใจเราก็จะยอม หยุดเอง อุปมาเหมือนเราจะจับไก่เข้าเล้า หากใช้วิธีวิ่ง พรวดพราดเข้าไปจับ ไก่จะหนีไปจับตัวไว้ไม่ได้ แต่หากใช้ วิธีค่อย ๆ ตะล่อมเข้าหาไก่ เรียกไก่เข้ามา ไก่นั้นจะเชื่อง ยอมให้เราจับได้โดยง่าย จึงเปรียบเหมือนเรา เมื่อเพ่งแรง เกินไปใจก็จะไม่ยอมหยุด ก็หากค่อย ๆ ภาวนาประคับประ คองนิมิตให้เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ในที่สุดใจนั้นก็จะเชื่องหยุด ในที่ตั้งของใจ คือ ที่ศูนย์กลางกายนั้นเอง" ท่านกับศิษย์แม่ชีเธียร ธีรสวัสดิ์ ได้จาริกเผยแพร่ สมถวิปัสสนา ตามแนววิชชาธรรมกาย ตามบัญชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสถานที่หลายแห่ง แห่งละนานบ้าง ไม่นาน บ้าง มี วัดปากน้ำ บางปะกง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี บ้านบึง พนัสนิคม พนมสารคาม ปราจีนบุรี ท่าเรือ ท่าประชุม หาด ยาง ระแหง นครปฐม ราชบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ ตะพาน หิน พิษณุโลก และเชียงใหม่ ท่านจึงมีลูกศิษย์มากมาย เฉพาะเข้าถึงธรรมได้ธรรมกาย มีจำนวนเป็นพัน ท่านมิได้ละทิ้งหน้าที่ที่พระอาจารย์ของท่านมอบหมาย ไว้ให้เลย จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านถึงแก่กรรมด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2506 เวลา 19.35 น. ในที่พักวัดปากน้ำ ท่ามกลางญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ สิริอายุย่าง 63 ปี อยู่ในเพศผู้ทรงศีลประมาณ 23 ปีพัฒนะ และ สุนีรัตน์ รวบรวมและเรียบเรียงอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีอาจารย์ในวัดปากน้ำ (ตอนที่ 1)คำสอนของคุณยายทองสุก สำแดงปั้นเรื่อง “ ตาบอดคลำช้าง ” เพื่อเอาไปพิจารณา มหาพิจารณา จงอย่าทำตนเป็นตาบอดคลำช้าง “..นานน่ะ กว่าเราจะมองดู กามภพ รูปภพ ให้ชัดเจน นี้เรามองดูให้ชัดเจนดีแล้ว เราหัดพูดกับพระพุทธเจ้าให้คล่อง แคล่วเชียว เราหัดพูดกับพระพุทธเจ้าทีแรกเหมือนยังกับเด็กยัง งั้น แหล่ะ รู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง หัดอยู่อย่างนั้นทุกวัน เราเดิน ฌาณสมาบัติ นิโรธ แล้ว เราก็หัดพูดกับพระพุทธเจ้าทุกวัน จน กว่าเราจะรู้เรื่อง หูทิพย์ เราก็ได้ยินถนัดชัดเจน เราได้ยินถนัด ชัดเจนก็เพราะว่า เราต้องใช้ความหยุดตรึก นิโรธ ..หยุดตรึกนิ่ง ให้หนักขึ้น บนพระนิพพาน นั่น เราหัดไปทำวิชาบนพระนิพพาน น่ะ มันจะถนัดท่าไหนล่ะ เราก็ดูขยับเอาในตัวของเราเอง ให้รู้ว่า อย่างไหนถนัดมาก อย่างไหนถนัดน้อย เราต้องหัดให้ชัดเจน พอเราหัดพูดกับพระพุทธเจ้าได้ชัดเจนดีแล้ว เราก็มาหัดพูดกับ ผี กับเปรต เราต้องหัดพูดให้รู้เรื่องรู้ภาษาของเค้าให้หมด เรา ต้องหัดพูดทั้งนั้นนะ กับมด กับสัตว์ กับนกวิหคบินบนอากาศ เราก็ต้องหัดให้รู้จักภาษาสัตว์ ……… ………. ตรัสรู้ สมมติว่าเราไปเจอสัตว์สักฝูงหนึ่ง สัตว์ตัวนั้นมีบารมีเท่า นั้นมาเกิดใช้ชาติเป็นอย่างนั้น เป็นโพธิสัตว์ หรือไม่ใช่ โพธิสัตว์ หรือจะเป็นเทพบุตร หรือจะเป็นเทวดาอยู่ชั้นไหน ลงมาใช้ชาติ ให้เรารู้ ตรัสรู้ ผุดในรู้ บอกให้เรารู้เรื่องหมด หรือ เราจะเจอะคนสัก 100 คน เดินมา หรือ 10 คน เดินมา คนนั้น จะต้องตายไปตกนรกอยู่ชั้นนั้น คนนั้นจะต้องตายไปอยู่สวรรค์ ชั้นนั้น ให้รู้หมดเชียว เพื่อเราจะดูได้ง่าย เราจะดูด้วยญาณ ด้วย ตาเนื้อ นั่ง นอน ยืน เดิน ตรึกไว้ด้วย ทุกอิริยาบถ คนบาปน่ะ ไอ้ห่วงคอมันติดอยู่ที่กายเนื้อ คนไหนบาปมาก ทำความชั่วมาก ห่วงมันก็ติด แต่ตาเนื้อไม่เห็น ตาเนื้อมันเรียก ว่า ตาบอดคลำช้าง มันไม่เห็นน่ะ แต่เราอยู่ในโลกมันโตเต็ม เมือง มันมาเกิดในโลกมันโตเต็มเมือง มันทำความชั่วครั้งหนึ่ง มันก็เอา มันลงโทษตัวมันเอง ทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ว่าใคร ทั้งหมด เราไม่รู้หรอกว่าความชั่วของเรามีมากน้อยเท่าใด แต่ ว่าไอ้ห่วงคอมีอยู่ ติดอยู่ในตัวเรา เราเห็นมันลู่ ๆ เราก็รู้แล้วว่า อ้ายคนนั้นทำความชั่วมาก ห่วงคอมันใหญ่นัก มันเป็นเหล็ก เครื่องหมายมันมีอยู่อย่างนี้แหล่ะ แล้วเวลาตายนั่น แหล่ะ ไอ้ จำพวกนั้น เวลาเวทนามันเกิด มันจะตายงี้ เวลาเค้ามาเก็บ เค้า กระชากลากเอาไม่ปราศรัย ที่เค้าจะมาเด็ดเอาวิญญาณนั้นน่ะ เค้าตีไปตลอดทาง เรื่องนี้เราก็ต้องดูต้องให้เห็นชัดเจนเลย พวกบุญล่ะ! พวกบุญเค้าก็จะมีราชรถมารับ …ราชรถมารับ เวลาจะตายเค้าก็มาลอยอยู่คอยรับ ก็ราชรถนั่นก็มาจากวิมาน ของเค้านั่นแหล่ะ เวลานายเค้าจะกลับบริวารเค้าให้ราชรถมา รับ คนพูดนี่ได้ตรวจเสร็จ ได้สอบเสร็จจึงจะกล้ามาพูด ได้สอบ เสร็จ ได้ดูเสร็จ เวลาเจ้าของเค้าจะกลับจะละจากโลกมนุษย์ ราชรถนั่นก็มาคอยรับ เวลาจะไปผ้าหลุดผ้าลุ่ยมันก็ผ้าหลุดผ้า ลุ่ยไปยังงั้นแหล่ะ มันเหมือนยังกับไอ้ลิงจ๋อบนราชรถ ราชรถ เค้าสวยงาม…. นั่งราชรถไป เหมือนยังกับไอ้ลิงจ๋อ…..นั่งไป เหมือนไอ้ลิงจ๋อนั่นแหล่ะ พอราชรถเค้าไปเทียบวิมานนั่นแหล่ะ ตัวก็ก้าวออกไป… ก้าวลงไปจากรถ ก้าวขึ้นไปเหยียบที่วิมาน… ตัวก็กะเล่อกะล่าเหมือนไอ้คนบ้าลำพองนั่นน่ะ มันก็ไม่รู้เรื่องรู้ ราวอะไร เพราะจิตของมันยังไม่ขาดจากโลก จิตมันยังเกาะอยู่ ในโลก จิตมันยังเกาะผัว เกาะเมีย เกาะพ่อ เกาะแม่ เกาะสมบัติ เกาะลูก เกาะหลาน ไปยังงั้นแหล่ะ ทุกคนเหมือนกันหมด จิตมัน เกาะ มันนึกถึงบุญบ้าง บาปบ้าง เวลาไปนั่นมันก็จิตเกาะสมบัติ เกาะลูก เกาะสามี ภรรยา ไปตามหน้าที่ของมัน ก็ยังไม่รู้ชัดว่า จะเป็นบ้านของใครแน่ มันเป็นวิมานสวยนัก มีหน้ามุข 4 ทิศ เหมือนกันหมดในโลกบนชาวสวรรค์ มันก็กว้างพออยู่ ถ้าบุญ มากเค้าก็มีบริวารแห่ห้อมล้อมเค้า…ห้อมล้อมเค้า มีเครื่อง ดนตรี จับ ดีด สีซอบนสวรรค์ที่วิมานของเค้า ถ้าใครมั่งมีก็มี สมบัติมาก มีบริวารมาก มีเครื่องประดับประดาวิมานสวยงาม อันประณีต ถ้าเราจะดูที่มนุษย์น่ะ เหมือนยังกับขอทาน ยังงั้น แหล่ะ ชาวสวรรค์เค้าสวยงาม แต่จิตมันก็ยังไม่ขาดจากโลก เพราะว่า มันไปใหม่ ทีนี้เจ้าตายไปใหม่ละจากโลกมนุษย์นี้ไปใหม่ ๆ ยมบาล น่ะ เค้าก็เป็นเจ้าหน้าที่ เค้าเอาบัญชีเล็ก ๆ มาจดมาถามตัวของ ตัวน่ะอยู่ในมนุษย์โลกทำความชั่วไว้เท่าไร ความดีไว้เท่าไร ทำ ไว้มากน้อยเท่าไหร่ เค้ามาสอบสวนมาจดเอาไป แล้วเค้าจด เรียบร้อยเค้าก็กลับไป ตัวก็เสวยบุญอยู่บนวิมานนั่นน่ะ ในฝ่าย ทางความดี ที่อยู่ในมนุษย์โลก เราประพฤติดี ทำดี ประพฤติถูก ทำถูก คิดถูก เห็นถูก รู้ถูก จึงได้ไปเสวยสุขสมบัติอยู่บนสวรรค์ โน่น ทีนี้บุญน่ะที่ตัวได้ทำของตัวไว้ ได้บวชบวชหลานได้ทำบุญ ไว้ ไอ้เครื่องที่บวชไว้นั่นแหล่ะ เครื่องอัฐฐะ หรืออะไรทุกชนิด จะทอดกฐิน ผ้าป่านั่นแหล่ะ ไอ้ของหยาบนี่แหล่ะ ถ้าทำ ประณีต มันก็ขึ้นไปประณีตอยู่บนโน้น ถ้าทำไม่ประณีต มันก็ไม่ ประณีตอยู่บนโน้น สวย มันก็ไปสวยอยู่บนโน้น จะทำบุญให้ ทานอะไร ชามปากแตกปากวิ่นอะไร มันก็ไปวิ่นอยู่บนโน้น ถ้า สวย มันก็ไปสวยอยู่บนโน้น ทีนี้ทางฝ่ายลูกหลานทางนี้เค้าก็ทำ บุญไปให้ เค้าทำบุญไปให้ทางโน้นเค้าก็รับรู้ ลูกหลานคนนั้น คนนี้ ได้ทำบุญอุทิศมาให้กับผู้ตาย อย่างนี้ อย่างนั้น ได้รับตาม หน้าที่ของตัว ที่ไปอยู่สวรรค์น่ะ ได้รับส่วนบุญเร็วที่สุด ไวที่สุด ทีนี้ลูกหลานเค้าก็จะให้ศีลนี่สิ นิมนต์พระมาจะให้ศีล ก็ไปเคาะ โลง กุก ๆ กุก ๆ กุก ๆ ไปเคาะโลงจะเรียกให้พ่อแม่ของตนก็ตาม ให้มารับศีล ข้างบนนั้นเค้าก็ได้ยินทีเดียว ว่าลูกหลานร้องเรียก มารับศีล เค้าก็ลงมาทีเดียว บางทีเค้าก็เอาบริวารเค้าลงมา ด้วย เอาลงมานั่งอยู่ที่หน้าศพนั่นแหล่ะ หน้าไอ้สังขารไอ้กาย เน่านี่แน่ะ เอาบริวารมานั่งอยู่หน้าโลงนี่แน่ะ รับศีลกับพระ พระเค้าจะสวด คนตายนี้มารับศีล เพราะว่าไปสุข ถึงได้ลง มาได้อย่างนั้น มารับศีล ไอ้ลูกหลานมันก็ไม่รู้ ไอ้ตาบอดคลำ ช้างมันก็ไม่เห็น บริวารเค้ามาด้วยก็ดี หรือไม่มาก็ดี นั่งจ้ำไปนั่น แหล่ะ ไอ้ลูกหลานน่ะ เดินหลีกกันหลีกกันมาก็เตะเค้า เค้าก็หลบ เรา ตนตายน่ะ บางทีนั่งจ้ำไปบนหัวเค้าน่ะนะ เพราะว่ามันไม่ เห็น ไอ้ตาเนื้อน่ะมันตาบอด มันมองไม่เห็น เค้ามารับศีลแล้ว เค้าก็กลับ เค้าไม่อยู่นานหรอก เค้ากลับไป เค้าก็ไปตรวจวิมาน เค้า ยังใหม่อยู่นี่ ตรวจตรงนั้นสวย ตรงนี้ดี ตรงนั้นไม่ดี เหมือน กันแหล่ะ เหมือนยังกับมนษย์เรานี่ สร้างบ้านใหม่ ๆ มันก็เห่อไป พักนึง ชาวสวรรค์ก็เช่นเดียวกัน เห่อเหมือนกันแหล่ะ ใหม่ ๆ ๆ น่ะ พอครบกำหนดมันเลย 7 วันแล้ว มันก็ลืม มันไปยินดี อยู่ ทางโน้นแล้ว มันไปติดอยู่ทางโน้นแล้ว มันลืมโลก มันขาดจาก โลก จิตมันขาดจากโลก ถ้าลูกหลานนึกถึงเค้า ก็ทำบุญอุทิศให้ กับเค้าเค้าก็นึกได้ว่าอ้อลูกหลานเค้าเรียก ทำบุญส่งมาให้ เค้าก็ ให้ศีลให้พร …ให้ศีลให้พรกับลูกหลานเค้า ฝ่ายปีศาจ เปรตในโลกนี้ล่ะ! ในมนุษย์ขั้นหยาบนี้ล่ะ พอ ใครเค้าทำบุญกันที่ไหน ไอ้พวกเปรต พวกผีปีศาจน่ะ มันชวน กันอย่างเราอย่างนี้ล่ะ ไปโว้ย ๆ พวกเราไปโว้ย เค้าทำบุญ จะ ได้ไปรับส่วนกุศลเค้าบ้าง มันก็เดินบ่นกันมา ไอ้บ้างกูก็หิวมาก ไอ้บ้างกูก็หิวน้อย ไอ้บ้างข้าก็ไม่ค่อยหิว ทีนี้ไอ้ลูกหลานหรือพี่ น้องวงศ์ตระกูลของตนทำบุญใส่บาตรอยู่ที่วัดนั่นน่ะ มันก็มา ชะเง้อคอยมอง ไอ้พวกผี พวกเปรต พวกปีศาจเหล่านั้น มันมา ชะเง้อคอยมองว่า เค้าจะกรวดน้ำให้เราบ้างมั้ย มันคอยมองอยู่ อย่างนั้นนะ พอเค้ากรวดน้ำให้มัน มันก็ดีไจ ข้าได้กินอิ่ม ลูก หลานข้าอุทิศให้ มันก็ดีใจทีเดียว มันก็ให้ศีลให้พรไป ให้ศีลให้ พรกับลูกหลาน ให้ความเจริญกับลูกหลาน ถ้าเผื่อว่าเค้าไม่ได้ กรวดน้ำให้ล่ะ มันก็บ่นทีเดียว เค้าไม่กรวดน้ำ ไม่อุทิศให้กับเรา หรอกโว้ย เค้าไปนั่งคุยกันซะแล้ว หรือเค้าไปซะแล้ว เค้าไม่ทำ กัน เค้าไม่กรวดน้ำมาให้กับคนตายที่มาคอยชะเง้อส่วนกุศล หรือ คอยชะเง้อกินอาหารของเค้า ก็บ่นพึมพำไป พึมพำไป ก็ ด่ากันแช่งลูกหลานว่ามันใจดำ ที่ไม่ได้มาทำบุญให้กับปู่ย่าตา ยาย และพี่น้องของตน ไอ้ผีที่ตายล่ะ มันก็แช่ง..ใจมันดำ มัน ไม่นึกถึงอะไรต่ออะไร หิวโหยเดินกลับไปเชียวไอ้พวกนั้นน่ะ มันบ่น ถ้าเหมือนยังกับพระสวดมนต์หรือเค้ามีงานที่วัดล่ะ ต้อง สอบให้หมดถ้าไม่สอบแล้วเราไม่รู้ความเป็นไปของพวกปีศาจ พวกเปรตเหล่านี้น่ะมันจะอดอยากซักแค่ไหน เราต้องสอบสวน ให้แน่นอนลงไป ตานี้เวลาเค้าทำบุญกันหรือเค้าสวดมนต์หรือ เค้ามีงานในวัด เจ้าพวกผีพวกเปรตนั่นมันก็มากันล่ะ มันมา ชะเง้อรอบศาลาเชียว แล้วมันก็ขึ้นไปดูกันบ้าง ถ้าคนเราไม่แล เห็นมันนี่ เดินไปเหยียบเอาตีนเอามือมันเข้า บางคนมันดุมันก็ เอาเราเหมือนกันนั่นน่ะ ไอ้พวกผีนี่มันเจ็บมันก็เอาเหมือนกัน เพราะไอ้ตาบอดคลำช้างมันไม่แลเห็น พอพระท่านสวดมนต์เสร็จมันรับอนุโมทนาพร้อมกันเชียว พอพระวางตาลปัตร มันก็ไปเหมือนกัน มันไปดูละคร ละเมงกัน เหมือนกัน ถ้าเค้ามีงานกันละก็ นี่ผู้พูดได้สอบได้ดูมันมาเหมือน กัน พอพระคว้าตาลปัตรจะสวดมนต์ มันก็ชวนกันอีกแล้ว มัน บอกว่า มาเถอะ พระจะสวดมนต์อีกแล้ว เราจะได้มารับส่วน กุศลกัน มันก็มาออกันอยู่อีก แล้วพวกเปรตพวกปีศาจในพื้น มนุษย์ แล้วไอ้พวกเปรตมันก็อดอยากเหลือเกินเหมือนกัน หมา เน่าตายลอยน้ำหรืออะไรตายที่ไหน มันก็ลากเอามากิน มันยัง เคยเรียกผู้พูดนี่น่ะนะ มันบอกว่าให้ไปกินหมาเน่ากับมัน เสลด น้ำลาย ขี้หมู ขี้หมาไอ้เจ้าพวกเปรตที่พื้นมนุษย์นี่เก็บกิน มัน ลามกนัก ดูแล้วก็น่าทุเรศ!!! เราต้องพิจารณาดูสัตว์จำพวกนี้ เราต้องดูมันต้องสังเกต ต้องพินิจ พิเคราะห์ เพราะงั้นให้นั่ง นอน ยืน เดิน ให้คอยตรึก ………"อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดกายทิพย์..ขึ้นขบวนแห่สู่สวรรค์ชั้นดุสิตกายทิพย์..ขึ้นขบวนแห่สู่สวรรค์ชั้นดุสิตอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดรักษาโรคร้ายที่ป่วยหนัก 12 ปี..หายได้รักษาโรคร้ายที่ป่วยหนัก 12 ปี..หายได้อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดตาทิพย์..เห็นพระพุทธรูปใต้ดินตาทิพย์..เห็นพระพุทธรูปใต้ดินอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดตำรวจบางยี่เรือตรวจสอบความจริงตำรวจบางยี่เรือตรวจสอบความจริงอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดมะเร็งที่ขาวิบากกรรมทำกับไก่มะเร็งที่ขาวิบากกรรมทำกับไก่อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดยิ่งกว่าตาเห็นยิ่งกว่าตาเห็นอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดมะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมามะรืนนี้พ่อเอ็งก็จะมาอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดวิญญาณแมลงวัน..ไม่รู้ตัวว่าตายวิญญาณแมลงวัน..ไม่รู้ตัวว่าตายอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดสามเณรมงคล เล่าโดยลุงสังวาล เทียนทองคำสามเณรมงคล เล่าโดยลุงสังวาล เทียนทองคำอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระอาจารย์สุวิชา เปสโลพระอาจารย์สุวิชา เปสโล คณะเนกขัมม์ วัดปากน้ำอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระมหาบุญชอบ สุนฺทโรพระมหาบุญชอบ สุนฺทโร (ฉายสุวรรณ) ป.ธ. ๓อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระอาจารย์บำเรอ (พระครูภาวนานุวัตร)พระอาจารย์บำเรอ (พระครูภาวนานุวัตร)อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูปัญญาภิรัตพระครูปัญญาภิรัต (ถวิล ศรีบุญยรัตน์)อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูสุวัตถิธรรมประภาสพระครูสุวัตถิธรรมประภาส (จำเนียร จิรโสตฺถิโก ป.ธ.๔ น.ธ.เอก) อดีตเจ้าอาวาสวัดลำพญาและเจ้าคณะอำเภอบางเลนอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่สุพัฒนา ญาณเมธีหลวงปู่สุพัฒนา ญาณเมธี ที่พักสงฆ์หนองตะเคียนอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระธรรมรัตนากรพระธรรมรัตนากร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เจ้าคณะเขตภาษีเจริญอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระเมธีรัตโนดมพระเมธีรัตโนดม (อำนวย ปญฺญาวุฑโฒ ป.ธ.๗) รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เจ้าอาวาสวัดคุ้งท่าเลาอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูสมุทรกวีพระครูสมุทรกวี (หลวงพ่อจำลอง อาสโภ [เนตรนิยม]) เจ้าคณะอำเภอบางคนที จ.สมุทรสงครามอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูสังวรานุโยค (พระอาจารย์ช่อ) วัดโคกเกตุปุญญศิริพระครูสังวรานุโยค (พระอาจารย์ช่อ) วัดโคกเกตุปุญญศิริอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระเทพกิติปัญญาคุณพระเทพกิติปัญญาคุณอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูภาวนากิตติคุณ วัดเกษมจิตตารามพระครูภาวนากิตติคุณ วัดเกษมจิตตารามอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูภาวนามงคล วัดป่าเจริญธรรมกาย จ.ร้อยเอ็ดพระครูภาวนามงคล วัดป่าเจริญธรรมกาย จ.ร้อยเอ็ดอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูปรีชาปริยัติกิจ พระมหาเฉลียว กัลป์ยาโณ ป.ธ.๔พระครูปรีชาปริยัติกิจ พระมหาเฉลียว กัลป์ยาโณ ป.ธ.๔อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดคุณครูตรีธา เนียมขำ l โรงงานทำวิชชาคุณครูตรีธา เนียมขำ-->> โรงงานทำวิชชาผู้ที่เห็นเป็นวิชชาธรรมกายแล้วจะต้องผลัดกันเข้าเวรปฏิบัติกิจภาวนาตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในสถานที่ที่หลวงพ่อจัดไว้ให้โดยแบ่งเป็นเวร ๆ ละ ๔ ชั่วโมง สถานที่นี้เรียกกันว่า โรงงาน มาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อ และปัจจุบันก็ยังคงเรียกเช่นนี้ หลวงพ่อจัดไว้สำหรับผู้ที่ได้วิชชาธรรมกายเข้าไปปฏิบัติภาวนา แบ่งเป็น ๒ ด้าน ๆ หนึ่งสำหรับพระภิกษุ อีกด้านหนึ่งสำหรับอุบาสิกา (ปัจจุบันคือวิหารอยู่ด้านหลังหอสังเวชนีย์มงคงเทพนิรมิตที่ประดิษฐานศพหลวงพ่อ และยังคงปฏิบัติกิจภาวนาเหมือนสมัยหลวงพ่อยังยู่) หลวงพ่อท่านตั้งเป็นกฎเคร่งครัดมากว่า ห้ามบุคคลที่ไม่ได้วิชชาธรรมกายเข้าไปในโรงงาน ท่านมีเหตุผลของท่านหลายประการ ได้แก่๑. บุคคลภายนอกอาจเข้าไปทำเสียงรบกวนเป็นการทำลายสมาธิของผู้ที่กำลังปฏิบัติกิจภาวนา จะเกิดบาปติดตัวผู้นั้นแม้จะมิได้ตั้งใจก็ตาม๒. วิชชาธรรมกายนั้นเป็นวิชชาที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจปฏิบัติไม่เป็น แล้วไปได้ยินได้ฟังเข้าก็จะทำให้เกิดวิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ทำให้ความคิดสับสนวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนต่อวิชชา หลวงพ่อท่านทราบดีว่าอันตรายจะเกิดขึ้นแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจดีพอ๓. หลวงพ่อท่านไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเข้าไปชวนพวกที่ได้ธรรมกายพูดคุยกันด้วยเรื่องไร้สาระท่านบอกว่า เสียเวลาทำวิชชาโดยใช่เหตุพวกเข้าเวรปฏิบัติภาวนานี้เป็นพวกประจำอยู่ในวัด การที่ต้องผลัดกันเข้าเวรปฏิบัติกิจภาวนามิให้ขาด ก็เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดความชำนาญ มีความรู้ความเข้าใจละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก และช่วยบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ผู้ที่มาขอพึ่งบารมีหลวงพ่อ รวมทั้งช่วยแก้โรคตามใบอาการที่ส่งกันมาด้วย-->> วิธีแก้โรคนั้น หลวงพ่อท่านจะสั่งให้ค้นกรรมที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บของแต่ละคนด้วย หลวงพ่อท่านบอกว่า เมื่อรู้ว่าเขาเป็นโรคอย่างนี้แล้วก็ต้องค้นหาเหตุว่า เป็นเพราะเหตุใดทำกรรมอะไรไว้ แล้วไปแก้ที่เหตุ ดังพุทธดำรัสว่า “เยธมฺมา เหตุปฺปภวา ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ” หลวงพ่อท่านจึงเปรียบเสมือนนายแพทย์.....อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส)พระครูวินัยธร (ชั้ว โอภาโส)พระครูวินัยธร เป็นผู้ทรงศีลวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น การนุ่งห่ม การฉันอาหาร การไม่จับต้องเงินทอง และในรูปคำสอนที่มีต่อพระเณรผู้เป็นอันเตวาสิกของท่าน เช่น ท่านกล่าวว่า"ศีล เปรียบเสมือนแผ่นดินซึ่งได้ปราบหญ้าทำพื้นให้ราบเรียบ เมื่อจะเอาของสิ่งใดมาตั้งวาง มองดูแล้วก็สวยงาม ก็เปรียบเสมือนพระภิกษุที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เคร่งในศีล วินัย ย่อมเหมาะแก่การเจริญธรรมอื่น ๆ ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป"นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความไม่ประมาทในธรรมทั้งปวง เช่น ก่อนและหลังบริโภคอาหาร ท่านจะพิจารณาถึงอาหาเรปฏิกูลสัญญา และบริโภคเพียงเพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้ และหลังบริโภคทุกครั้ง ท่านจะแผ่ส่วนกุศลโมทนาแก่ผู้ถวายภัตตาหารนั้น ท่านกล่าวว่า ถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็เท่ากับบริโภคด้วยการเป็นหนี้ท่านยังได้ปวารนาตนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระอาจารย์ของท่านว่า ถ้าหากท่านกำลังจะกระทำสิ่งใดที่เป็นความผิดร้ายแรง ก็ขอให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อตักเตือนท่านด้วย ความเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมทั้งปวงยังอาจดูได้จากโอวาทของท่านเรื่อง "เป็นธรรมกายแล้ว อย่าเป็นธรรมโกย ธรรมเก ธรรมโกง" ดังนี้บางที เมื่อทำสิ่งใด เมื่อสติมันเกิดเป็น "ธรรมเก" ขึ้น เมื่อเป็นธรรมเกขึ้นแล้ว ทีนี้มันก็จะต้องเกิดเป็น "ธรรมโกง" หนักเข้าก็จะต้องหลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิตเมื่อดับมืดเสียแล้ว นี่เป็นแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้วที่เป็น ธรรมกาย ธรรมเก ธรรมโกงธรรมโกงนี่น่ะ พระเทวทัตน่ะ นั่งธรรมกายดีกว่าเดี๋ยวนี้มากมาย ถึงกับเหาะไปในอากาศได้ แต่ทีนี้ไปติดลาภเข้า พอพระเจ้าอชาตศรัตรูบำรุงบำเรอด้วยภัตตาหารบริบูรณ์ ก็เกิดเป็นธรรมโกงขึ้น ธรรมกายเป็นของบริสุทธิ์นี่คิดจะฆ่าพระพุทธเจ้า จะเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง ธรรมกายก็ดับไป เมื่อดับแล้วก็เกิดเป็นธรรมเกขึ้น ทีนี้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่เล่นด้วย เมื่อพระเจ้าศัตรูไม่เล่นด้วย ก็เสื่อมจากลาภสักการะ เกิดเป็นธรรมโกง ไปขอวัตถุ ๕ ประการ ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ให้ ก็เกิดทำสังฆเภทขึ้นก็ไปอยู่ในอเวจีนรกกันเท่านั้น.....อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม)พระภาวนาโกศลเถร (วีระ คณุตฺตโม)พระเดชพระคุณหลวงพ่อภาวนา เป็นครูอาจารย์ผู้ประเสริฐของศิษยานุศิษย์ และท่านได้สอนอบรมตักเตือนศิษย์ทั้งหลายด้วยความเมตตาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากคำสอนของท่าน ซึ่งจะขออ้างมาตอนหนึ่งดังนี้ “การเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้นโดยเจโตสมาธินี้ จิตของผู้เจริญภาวนาจะมีอานุภาพสูงยิ่งตามระดับคุณธรรมที่ปฏิบัติได้ จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อท่านสาธุชนผู้ปฏิบัติทั้งหลายน้อมใจลงไป หยุด ณ ศูนย์กลางกาย และบริกรรมภาวนา “สัมมา อะระหัง” เมื่อใด กระแสจิตของครูอาจารย์กับของศิษย์ก็ย่อมจะถึงกันในทันที เพราะอยู่ในสายธาตุธรรมเดียวกัน กระแสจิตจึงเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร)พระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมฺมธโร) หลวงพ่อเล็ก (พระมหาเจียก)ด้านวิปัสสนากรรมฐาน นับได้ว่า ท่านเป็นกำลังสำคัญที่สุดภายในวัดปากน้ำ เพราะเหตุว่าพระภาวนาโกศลเถร(หลวงพ่อเล็ก) ได้ศึกษาทั้งหลักปริยัติและปฏิบัติมาแต่ต้น ความสามารถในการถ่ายทอดแนวปฏิบัติ และแทรกแนวคิดใหม่ ๆ ให้เข้าถึงความรู้สึกของผู้มารับการศึกษาและปฏิบัติจึงมีส่วนให้ท่านได้รับยกย่องวัดปากน้ำ เป็นศูนย์การศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนาที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทุก ๆ วัน จะมีผู้สนใจมาศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกันมาก พระภาวนาโกศลเถร(หลวงพ่อเล็ก) ได้ยึดแนวทางที่เคยได้รับการถ่านทอดมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำฝึกสอนต่อไป รวบรวมและจัดพิมพ์คำสอนแนวทางวิปัสสนาของหลวงพ่อเป็นหมวดหมู่ ออกเป็นรูปเล่มและเผยแพร่แก่ผู้สนใจอยู่เสมอพระภาวนาโกศลเถร(หลวงพ่อเล็ก) นับว่ามีแนวความคิดอันเกี่ยวกับหลักปฏิบัติธรรมตามแบบวัดปาน้ำที่เรียกว่า “ธรรมกาย” อันทันสมัยและน่าฟัง ดังเช่นเมื่อครั้งที่ได้รับอาราธนาให้ไปในรายการของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ท่านได้กล่าวถึงคุณประโยชน์แห่งการปฏิบัติ “ธรรมกาย” กับชีวิตประจำวันไว้ว่า“ธรรมกายเป็นกายธรรมะ อยู่ที่กลางใจเรานี่แหละ หากได้พัฒนาให้ถึงจุดละเอียด จะทำให้จิตใจบริสุทธิ์ อันจะมีผลสะท้อนให้การปฏิบัติภารกิจประจำวันเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง...”และเมื่อถูกซักถามถึงภูมิธรรม...“การเข้าถึงจุดธรรมกาย ยังเป็นเพียงขั้นโคตรภูญาณเท่านั้น อันอยู่กึ่งกลางระหว่างโลกียะ และโลกุตระ ดังนั้นจึงมีการเข้าถึงและการเสื่อมได้ หากประมาทเพียงแค่นั้น ย่อมยังอยู่ในวิสัยแห่งโลกียะ ต่อเมื่อพัฒนาต่อไปจึงถึงขั้นละเอียดเป็นโลกุตตระ ขีดขั้นแห่งคำว่า ธรรมกาย จึงมีอยู่หลายระดับ การปฏิบัติเท่านั้นที่จะตอบคำถามได้ดีที่สุด...”มีชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมากที่สนใจศึกษา “ธรรมกาย” แต่สื่อกลางแห่งการถ่ายทอดยังเป็นอุปสรรคอยู่มาก ท่านจึงริเริ่มรวบรวมคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำขึ้นแปลเป็นภาต่างประเทศ เช่น ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ถอดเทปบันทึกเสียงของหลวงพ่อเป็นภาอังกฤษเพื่อส่งไปสอนยังต่างประเทศ เช่น สหพันธ์มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นต้นงานด้านเผยแพร่วิปัสสนา “ธรรมกาย” จึงยังเป็นอมตะอยู่ตลอดเวลาและยังคงรุดหน้าต่อไปด้วยหลักการที่ท่านได้รวบรวมคำสอนของหลวงพ่อไว้เป็นแบบฉบับ...อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีรัมภา โพธิ์คำฉายแม่ชีรัมภา โพธิ์คำฉายวิชชาในโรงงาน หลวงพ่อจะเป็นคนสั่งวิชชา พูดผ่านฝากระดานที่กั้นไว้ ชีแถบหนึ่ง พระอยู่อีกแถบหนึ่ง มีที่กั้นแยกกันชัดเจน หลวงพ่อสอนทุก ๆ คนเหมือนกัน ไม่มีใครพิเศษกว่าใคร มีครั้งหนึ่งตอนท่านป่วยหนักเป็นปีที่ ๑๓ ที่ฉันมาอยู่กับหลวงพ่อ วันนั้นท่านให้คนมาเรียก ท่านถามว่า "เอ้าสั่นหายหรือยัง" สั่นก็คือไม่สบาย ฉันก็ตอบว่าค่อยยังชั่วแล้ว ท่านบอกว่า "ทำวิชชาไว้นะ ทำได้เป็นของเรา ถ้าเราไม่ทำ เราจะไม่ได้" สั่งคำนี้ ท่านสั่งไว้ ชีวิตจิตใจของหลวงพ่อไม่มีอะไรมากไปกว่าวิชชา ๒๔ ชั่วโมง หลวงพ่อไม่เคยห่าง ทำวิชชาตลอด หลวงพ่อจะทดลองวิชชาอยู่เรื่อย มีครั้งหนึ่งมีญาติโยมมานั่งกันเต็ม ช่วงกลางคืน คืนนั้นดาวเต็มท้องฟ้า ท่านก็ให้เณรที่อยู่ใกล้ ๆ ท่าน(หลวงพ่อเล็ก) ดับดาวบนท้องฟ้า จะเห็นดาวดับเป็นแถบ ๆ เลย เพื่อให้รู้ว่าวิชชาธรรมกายสามารถทำได้ ไม่ใช่เพื่อเหตุผลอย่างอื่นอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีศรีปรุง อุบลนุชแม่ชีศรีปรุง อุบลนุชพอตี ๓ แม่ชีต้องลุก ตวงน้ำใส่แก้ว ตั้งตามโต๊ะ กระโถนอยู่ตรงกลาง เดี๋ยวนี้ไม่ต้องตวงน้ำแล้วมีแก้วกับขวดตั้งสะดวกสบาย หลวงพ่อท่านเคยเรียกแม่ชีและบอกว่าโต๊ะตรงนี้นะ กระโถนตั้งตรงนี้ ตั้งเป็นระยะ ๆ ผ้าจะปูตรงกลางแล้วมีแก้วน้ำ กาน้ำแก้วน้ำนี้ต้องตวงด้วย ท่านบอกต้องทำให้สะอาดนะ ทำไปนะกุศลใหญ่ บุญใหญ่ สมัยนั้นยังใช้น้ำกรองตักจากแท้งค์ใหญ่ หลวงพ่อจะลงฉัน เวลาพระฉันก็ได้ยินแต่เสียงช้อน ไม่ให้คุยกัน พระเยอะ ๆ ก็ไม่ให้นั่งคุย ถ้าคุยท่านก็จะถาม “ฉันข้าวหรือกินเหล้า” ไม่ให้พูด ได้ยินแต่เสียงช้อนเพราะว่าเป็นชามกระเบื้อง แต่ก่อนแม่ชีท้วมเป็นแม่ครัวดูแลครัวทั้งหมด มาอยู่ก่อน ๕ ปี แม่ชีเขาจะมีเวรทำวิชชาไม่ขาดสาย พอเวรนี้ออกคนโน้นก็มาแทนเปลี่ยนเวรกัน ไม่ให้ขาด หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ แล้วจะจัดสำหรับเอาไว้ให้ต่างหากอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระอาจารย์สุวิชา เปสโล คณะเนกขัมม์ วัดปากน้ำพระอาจารย์สุวิชา เปสโล คณะเนกขัมม์ วัดปากน้ำอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดลุงประคอง ทับจ้อยลุงประคอง ทับจ้อยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านไม่ดุหรอก แต่ผิดวินัย ผิดระเบียบไม่ได้ สมัยหลวงพ่อมีพระ ๕๐๐ กว่าองค์ ใครมาทิศเหนือทิศใต้ที่ใดมาท่านรับหมด ถ้าพระมาขออยู่ด้วย ท่านจะถามประเด็นแรกว่า เราเรียน เราศึกษานะ ห้ามหยิบอัฐนะ แล้วค่อยถามว่าอยู่กับใคร มีที่อยู่หรือยัง จีวรมีไหม มุ้ง เสื่อ มีไหม ถ้าไม่มีท่านก็เรียก “ยูร มาจัดของให้พระหน่อย” ลุงประยูรเป็นอุปัฏฐากท่าน ดูแลเรื่องการเงินการทองทุกอย่างในวัด หลวงพ่อท่านไม่จับเงิน และพระเณรของหลวงพ่อต้องแต่งตัวเรียบร้อย ห่มเหมือนกันหมด เณรห่มลดไหล่ ห่มดอง พระห่มคลุม พระที่อยู่วัดต้องปฏิบัติตามและไม่ต้องบิณฑบาต เลี้ยงเองหมด เลี้ยงมาตลอด พอหลวงพ่อสร้างโรงเรียนเป็นตึกเอนกประสงค์ ๓ ชั้น พระเณรก็สงสัยกันว่าสร้างให้ใครเนี่ย เพราะสมัยนั้นถือว่าเป็นตึกที่ทันสมัยที่สุด แถวนี้ ไม่มีใครสร้างเลย หลวงพ่อท่านออกพระของขวัญมอบให้สำหรับผู้สร้างโรงเรียน องค์ละ ๒๕ บาท ถ้าใส่กรอบเงินก็ ๓๐ บาท และถ้าทำก็ต้องมารับเอง ลูกก็ต้องมารับเองกับมือ รับแทนกันไม่ได้ถึงแม้จะทำมากกว่า ๒๕ บาทก็ต้องรับองค์เดียว หลวงพ่อท่านจะเป็นพระที่ไม่ค่อยคุย แต่ท่านพูดอะไรจะพูดล่วงหน้าเป็นสิบ ๆ ปี อย่างเช่น สายบางนา ท่านบอกว่าต่อไปจะเป็นสายใหญ่ สายนี้จะไปจังหวัดตราด จังหวัดชลบุรี ท่านพูดเป็นสิบ ๆ ปี ทั้งที่ยังเป็นสวนเป็นทุ่งนาอยู่ เห็นหมู่บ้านไกลลิบ ๆ ตอนสงครามโลกช่วงนั้นมีมดแดงกัดกัน แปลกมันกัดกันตายเป็นกองเป็นเข่งเลย ก็ไปบอกหลวงพ่อว่า หลวงพ่อมดมันกัดกันตาย เต็มถนนไปหมด หลวงพ่อท่านก็บอก “อือ อีก ๗ วันสงครามจะเลิก” หลวงพ่อพุดก็เลิกจริง ๆ อีก ๗ วันสงครามเลิกเลย ท่านไม่พูดอะไรมาก พูดน้อย พูดแต่คำสองคำก็เข้าโรงงานเลยอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระดร.มหาทวนชัย อธิจิตโตพระดร.มหาทวนชัย อธิจิตโตขอย้อนไปเมื่อหลวงพ่อมาอยู่ใหม่ ๆ มีปัญหามากคือญาติโยมบริเวณวัดไม่ศรัทธา ไม่มีใครเข้าวัด ตอนที่ท่านเล่าให้ฟัง แล้วรองเจ้าอาวาสก็เล่าให้ฟัง อดีตก่อนที่อาตมาจะเข้าไป มีปัญหาแม้กระทั่งญาติโยมที่ไม่พอใจ คนต่างจังหวัดมาทำบุญมาก ๆ เขาอิจฉา เขาหาว่าหลวงพ่อจะมาทำอะไรที่ล้ำหน้า แล้วก็เจริญเกินไป พอเด่นขึ้นมาจะต้องมีคนอิจฉา ถึงขนาดที่ว่ายิงท่าน ทำร้ายท่าน ใช้ปืนยิง ทะลุจีวรตามที่ทราบมา แต่หลวงพ่อก็ไม่เป็นอะไรหรอก หลวงพ่อก็อดทนตลอดมา ตั้งใจที่จะมาฟื้นฟูที่นี่ให้เป็นแดนพระพุทธศาสนา เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาซึ่งก็เป็นจริงในปัจจุบันนี้ วัดปากน้ำก็มีชื่อเสียง และเป็นศูนย์กลางและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาเป็นจำนวนมาก หลวงพ่อท่านจะไม่เหมือนคนทั่วไป ปกติท่านจะอยู่ในฌาณ ท่านมีฌาณสูงมากเลย การปฏิบัติของท่านคือท่านจะอยู่ในธรรมกาย จิตของท่านอยู่ในธรรมกายจะอยู่ในฌาณอยู่ในสมาบัติ ท่านไม่ใช่พระธรรมดา ท่านอยู่ในสมาธิ อันนี้เท่าที่อาตมาวัดได้นะ เพราะว่าท่านจะไม่มีการขาดสติ การทำอะไรโดยขาดสติจะไม่มี จะเป็นคล้าย ๆ พระอรหันต์งั้นแหละ หลวงพ่อท่านเดินก็มีสติ เอี้ยวแขนก็มีสติ นอนก็มีสติ จะนั่ง จะฉัน จะเดิน จะทำอะไรรู้สึกว่าท่านมีสติเต็มบริบูรณ์ สิ่งนี้อาตมารู้สึกประทับใจแล้วก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่แปลก ซึ่งไม่เห็นจากพระองค์อื่น ๆ เราเป็นเณร เราก็ช่างสังเกตนะ พระองค์อื่นตลกคะนอง หัวเราะเอิ๊กอ๊าก อยากหัวเราะก็หัวเราะ อยากกระโดด หรือวิ่ง หรืออะไร บางทีมันขาดสตินะ หลวงพ่อไม่มี เดินนี้คล้ายพระอรหันต์ เหมือนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เรื่องนี้แปลก อาตมามารู้ทีหลังตอนเรียนปริยัติแล้วว่า พระอรหันต์คือผู้ไม่ขาดสติ ทำอะไรทำด้วยสติ มาเจอกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่แหละอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีพราหมณ์ ช้างเขียวแม่ชีพราหมณ์ ช้างเขียวหลวงพ่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรทำจริงทำจัง พูดจริง ทำจริง พูดเรื่องอะไรก็ตาม รับรองได้เลยไม่มีคลาดเคลื่อนเลย คำพูดของท่านวาจาศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ไม่ดุ แต่ไม่รู้ทำไมกลัวท่าน ท่านรู้หมดแหละว่า ลูก ๆ ท่านเป็นยังไงเวลาเทศน์ ใครสักคนกำลังคิดอะไรอยู่ ท่านก็เทศน์แทงใจเลย คนนั้นก็จะรู้ด้วยตัวเอง เรากลัวก็กลัว แต่ก็รักหลวงพ่อ หลวงพ่อให้ช่างปั้นรูปหล่อของท่านไว้ ท่านจะเดินไปให้ช่างดูตัวทุกวัน ท่านรู้ว่าท่านจะเริ่มป่วย ก็เลยให้ช่างปั้นรูปท่านไว้ ภายในบรรจุของศักดิ์สิทธิ์มากมาย ฉันจำได้ตอนหลวงพ่ออายุราว ๆ ๗๐ ปี หลวงพ่อผิวขาวสวยงามมาก ท่านดูผ่องใสมาก น่าเลื่อมใสศรัทธามาก ยิ่งตอนหลวงพ่อห่มจีวรใหม่จะดูหลวงพ่อสว่างทีเดียวเวลาหลวงพ่อเทศน์ ถ้าวันไหนมีพระลงน้อย ท่านก็จะบอกว่า วันนี้พระแพ้แม่ชี แล้วท่านก็จะไม่เทศน์ด้วย พระก็จะต้องรีบวิ่งไปตามพระมา ตามมาจนเต็มโบสถ์ วันหลังพระก็เข็ด เวลาเทศน์ถ้ามีคนตะบันหมาก ท่านก็จะหยุดเทศน์ รอให้ตะบันเสร็จก่อน น่ากลัวมั้ยละ คนกำลังเทศน์อยู่ดี ๆ ก็หยุดเทศน์ไปเฉย ๆ วัยพฤหัสหลวงพ่อจะลงมาสอนธรรมะ ถ้าใครส่งเสียงดังรบกวน ท่านก็จะพูดไปเลยว่า เดี๋ยวหูหนวกนะ รบกวนคนกำลังปฏิบัติ เวลาจะมีผู้ใหญ่มาวัดปากน้ำ หลวงพ่อจะเดินตรวจวัด เดินไปตามทาง มองไปทางโน้นที ทางนี้ที ทุกคนรีบเก็บเสื้อผ้า เรียบร้อย รู้เลยว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาหลวงพ่อท่านเป็นคนประหยัด ละเอียดถี่ถ้วน เดินไปตามถนนท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านเก็บเอามา ท่านบอกว่าเอาไว้ทำฟืนได้ พวกผ้าขี้ริ้วมันขาดแล้วก็อย่าเอาไปทิ้ง ปะมันจำเป็นอะไรมันรั่วขึ้นมา เอาน้ำมันยางโปะมันก็กันได้ ชั่วระยะไม่ให้ทิ้ง แล้วที่ล้างชามอย่าไปเทพรวด ๆ ค่อย ๆ ริน เอาน้ำออก แล้วไอ้ที่ก้น ๆ ไปให้หมู ให้หมากินก็ได้ ท่านสอนละเอียดเลย สอนบ่อย ๆ สอนมาก ๆ เข้าก็ค่อย ๆ ซึมเข้าไป สมัยนี้ไม่มีใครทำหน้าที่สอนเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำเลยอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดแม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐแม่ชีทวีพร เลี๊ยบประเสริฐเรื่องของการทำวิชชานั้น หลวงพ่อให้ทำวิชชาแก้ เภทภัยของประเทศ และรักษาโรค มีคนมาขอให้หลวงพ่อเรียกฝนก็มี เป็นคนทำนาแถว ๆ สุพรรณ ให้ทำนา ทำสวน ทำไร่กันได้ แล้วฝนก็ตกจริง ๆ จะช่วยกันในโรงงานมีอะไรก็ช่วยกัน ในห้องนั้นห้ามนำอาหารเข้าไปกิน เวลาแขกมาห้ามพาแขกเข้าไปในโรงงานทำวิชชา คนป่วยที่จะให้รักษาต้องเขียนชื่อสกุลที่อยู่ เป็นโรคอะไร แล้วส่งให้หลวงพ่อ ท่านก็จะให้แม่ชีแก้อีกครั้งหนึ่ง บางคนใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะหาย และเมื่อเวลากลับบ้านแล้ว ต้องปฏิบัติธรรม และถือศีลด้วย ก่อนนอนต้องนั่งธรรม ๑๐-๒๐ นาที อย่างโรคภัย ไข้เจ็บ อาการบ่งบอกว่าจะตาย ในระยะเท่านั้นเท่านี้ พอหลวงพ่อส่งคนไปรักษาคนนั้นก็ไม่ตาย วิธีรักษาก็ไม่ต้องกินยา ใช้กายองค์พระธรรมกาย กลั่นธาตุธรรมให้ใสให้สะอาด อันนี้ต้องทำเรื่อย ๆ ต้องไปรักษาคนถึงในโรงพยาบาลก็มี อยู่ตามห้องพิเศษ หมอรักษาทางนอก เรารักษาทางใน หลวงพ่อท่านส่งไป หมอพบเห็นแม่ชีนั่งอยู่ข้างเตียงคนป่วยเขาก็รู้ แล้วก็หลบให้เวลานั่งสมาธินั้นต้องนั่งให้มีความสุข ไม่ให้มีกิเลสตัณหา บางทีหลวงพ่อก็สั่งให้ไปนรกสวรรค์... หลวงพ่อเคยสั่งให้ไปตามคนมา เขาตะเอาไปนรก ต้องให้ตามกลับมา รู้ว่าต้องตายตอนนี้ แต่อย่าพึ่งให้เอาไป เอาไว้สร้างกุศล หลวงพ่อท่านจะส่งคนไปสอนธรรมะข้างนอกด้วย ตอนนั้นจะมีแม่ชีทองสุข ส่วนตัวฉันหลวงพ่อก็ให้ไปสอนธรรม ๕-๖ วันก็กลับ หลวงพ่อให้ไปสอนที่ฉะเชิงเทรา ส่วนมากจะไปตามวัด ตั้งแต่หลวงพ่อสิ้นก็ไม่ได้ออกไปสอนธรรมะที่ใดอีกอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดป้าจินตนา โอสถป้าจินตนา โอสถวิชชาธรรมกายเป็นวิชชาที่สูง เป็นศาสตร์อันหนึ่ง เป็นศาสตร์ของธรรมะ ไม่ใช่ศาสตร์สายดำ ถ้าเป็นศาสตร์สายดำ ต้องเป็นเรื่องเสน่ห์ เล่ห์กล แต่นี้ไม่ใช่ เป็นธรรมะ ใช้ธรรมะล้วน ๆ คนที่นั่งสมาธินั้นไม่ต้องทำอะไร หลวงพ่อไม่ชอบให้ทำอะไร ท่านบอกว่าทำแล้วหยาบ สมาธิไม่นิ่งแน่น นั่งไปก็ได้ยินแต่เสียงหลวงพ่อสั่งวิชชา หลวงพ่อท่านจำชื่อแม่นทุกคน เวร ๑ เวร ๒ เวร ๓ แม่ชีรุ่น ๑ เยอะมาก รุ่น ๑ คือรุ่นตอนสงครามโลก หลวงพ่อท่าจะจัดเวรดีมาก คือรุ่นเก่าผู้ใหญ่หน่อย ท่านก็ให้อยู่เวรดึก เพราะว่าเด็ก ๆ ต้องเรียนหนังสือ เรียนหนังสือกันเยอะเพราะเขาเอามาทิ้งเป็นลูกกำพร้า หลวงพ่อท่านจึงเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ภารกิจหลวงพ่อจะเยอะมาก แทบไม่ได้พักผ่อน และท่านมีบุญมาก ท่านเป็นต้นธาตุต้นธรรมในกลุ่มพระ ท่านเดินนำพระเป็นร้อย ๆ องค์ ท่านเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ลักษณะของท่านนะผิวท่านจะขาว เกลี้ยงเกลา ผิวท่านผ่องใส พูดท่านก็ไม่ติดขัดเลย หาต้นธาตุต้นแบบอย่างหลวงพ่อไม่มีอีกแล้ว แต่ก่อนก็มีคนมาโจมตีหลวงพ่อ แต่สิ่งที่โจมตีนั้นไม่จริงนะ มีเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ข้างเคียง หลวงพ่อท่านก็ให้แก้ในเหตุ แก้ให้เป็นดี จะนึกให้หลวงพ่อไปทำร้ายใครนะไม่มีหรอก หลวงพ่อไม่เคยทำร้ายใคร ที่จะบอกให้ทำร้ายมัน ให้เซฟมันไป ไม่มีหรอก มีแต่ให้มันดีขึ้นอ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมีลุงสมจิตร ฉ่ำรัศมีวิชชาธรรมกายนี้เป็นของจริงไม่ใช่ของเล่น หลวงพ่อบอกว่า “หยุดนั่นแหละ เป็นตัวสำเร็จ” เราเคยคิดว่า “เอ...หลวงพ่อเรานี่ เก่งนี่หว่า ท่านมีดีแต่ท่านไม่อวด” เวลาท่านสอน เราก็นั่งฟัง “มีงไม่ต้องพูด กุรู้” หลวงพ่อพูดให้เราได้ยิน แหม ! หลวงพ่อผมไม่ได้ว่าอะไรหลวงพ่อสักหน่อยจิตใจเรานับถือท่าน ศรัทธาท่าน ศรัทธาเกิดขึ้น บารมีเราก็แก่ขึ้น คนเราถ้าไม่มีศรัทธา บารมีไม่มีหรอก ความนับถือ ความเลื่อมใส ต้องประกอบด้วยการปฏิบัติจริง นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลวงพ่อวัดปากน้ำให้เชื่อเหตุ เชื่อผล อย่าไปเชื่อเพราะคำโกหกว่า เขาคนโน้นเก่ง คนนี้เก่ง ต้องไปดูว่าเขาเก่งยังไง ธรรมะนั้นมี ๓ อย่าง คือกุศลาธรรมา อกุสสราธรรมา อัพยากตาธรรมา บางทีเราเคืองเขา น้อยอกน้อยใจนี่ เป็นอกุศล บางทีอยู่เฉย ๆ ก็คิดอยากจะทำบุญ นี่ใจเป็นกุศล บางครั้งก็รู้สึกเฉย ๆ เรื่องนี้ พญามารเขาไม่ให้เรารู้หรอก รู้แล้วตาย หลวงพ่อบอกว่า “ช่างมันเถอะ เกิดมาทั้งที ถ้าไม่ดีก็อยู่ไม่ได้ เกิดมาหาแก้วเจอแล้วไม่กำจะเกิดมาทำไม”ท่านสอนให้เราเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเอง คนเราไม่เข้าใจตัวของตัวเองแล้วยังใช้ไม่ได้ ก็เหมือนกับคนเราถ้าไม่รู้ว่าเราคือใคร มายังไงที่เป็นตัวตนอยู่นี้มาทำไม ท่านบอกว่า ตัวเรามีธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุทั้ง ๔ มาประชุมรวมกัน เกิดมาเป็นตัวเป็นตน เผาแล้วก็จะเป็นเถ้าธุลี ไม่ใช่ตัวของเรา แต่ตัวจริงของเรานั้นมีอยู่ข้างใน ตัวเรามี ๑๘ กาย กายฝัน กายละเอียด เรียงกันไป กายข้างนอกก็ตายไป แต่กายข้างในไม่ตาย พูดแล้วก็เหมือนโกหก ถ้าไปเห็นแล้วมันจึงจะคุยกันได้ สมมติว่าเราฝัน ตัวฝันนั่นแหละสำคัญ เราต้องรู้แจ้งเห็นจริงในตัวเราว่าเรามีอะไรในตัวเรา เราไม่เชื่อตัวเราแล้วเราจะไปเชื่อใคร แกล้งเขาก็ได้ แกล้งตัวเองก็ได้ ตัวเราเองทั้งนั้น สรุปความแล้วมันมีเหตุ มีผลเกิดกับตัวเรา หลวงพ่อวัดปากน้ำ จะบอกให้ภาวนาไปเรื่อย ๆ สัมมาอะระหัง ๆ ๆ แล้วก็จะไปตกบ่อของใจ บ่อกว้าง ๆ กว้างมากเลย จิตตกอยู่ในตัวเรา ตัวเราค่อย ๆ สว่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เห็นทุกดวงและเห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น เขาบอกว่าอันนี้ไม่จริงนะ ถ้าไม่ทำแล้วจะไปรู้ได้อย่างไร มันต้องทำถึงจะรู้อ่านบทความ
เล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยศิษย์ผู้ใกล้ชิดพระ ดร.มหาทวนชัย อธิจิตโตพระ ดร.มหาทวนชัย อธิจิตโตอ่านบทความ