สิ่งมหัศจรรย์ในวันเวียนเทียน

สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เมื่อถึงวันเวียนเทียนอันเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ท่านจะทำพิธีอาราธนาพระนิพพานให้มาปรากฏในพิธีเวียนเทียน ฉะนั้นในวันเวียนเทียนจึงมีสาธุชนมาร่วมในพิธีเวียนเทียนกันคับคั่ง เพื่อจะได้เห็นอานุภาพของวิชชาธรรมกายที่หลวงพ่อได้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่มาเวียนเทียน ก่อนจะถึงพิธีเวียนเทียนหลวงพ่อท่านจะอธิบายถึงความสำคัญของวันเวียนเทียนวันนั้นเสียก่อน แล้วสอนว่าในขณะที่กำลังทำพิธีเวียนเทียน ให้ทุกคนทำจิตเป็นสมาธิไปด้วย คือ ทำใจให้หยุดนิ่ง ให้เวียนเทียนด้วยอาการสำรวมระวัง ไม่พูดไม่คุย ไม่แสดงอาการศึกคะนองอย่างหนึ่งอย่างใด ให้สำรวมกาย วาจาใจให้สงบ หลังจากนั้นท่านจะนำไหว้พระสวดมนต์

การสำรวมใจหรือการทำใจให้หยุดนิ่งของหลวงพ่อหมายถึง การเอาใจไปหยุดนิ่งที่ฐานที่ ๗ ศูนย์กลางอากาศธาตุ สำหรับท่านที่เห็นดวงอุคคหนิมิตเป็นดวงกลมใสแล้ว ก็ให้เอาใจไปหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางดวงนั้น ท่านที่เห็นกายมนุษย์ละเอียดก็ให้เอาใจไปหยุดนิ่งอยู่ที่ฐาน ๗ ของกายมนุษย์ละเอียด ท่านที่เห็นกายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหมทั้งหยาบละเอียดก็ให้เอาใจไปหยุดนิ่งตรงศูนย์กลางอากาศของธาตุของกายนั้น ๆ ขณะที่กำลังเวียนเทียนทักษิณาวรรต ๓ รอบให้ภาวนาว่า สัมมาอะระหังเรื่อยไป เมื่อใจหยุดนิ่งดีแล้วให้มองขึ้นสู่ท้องฟ้า เท่าที่เคยปรากฏมาแล้ว บางท่านเห็นพระพุทธรูปลอยอยู่ในอากาศเป็นองค์ใสบ้าง ไม่ใสบ้าง เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์บ้าง ปางสมาธิบ้าง ปางประทานพรบ้าง บางคนก็เห็นครึ่งองค์ บางคนก็เห็นเต็มองค์ บางคนเห็นเป็นกายเนื้อของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หลวงพ่อท่านจะไม่ให้ผู้ที่ได้วิชาธรรมกายออกไปเวียนเทียน เมื่อถึงเวลา ๖ โมงเย็นผู้ได้ธรรมกายทุกคนจะต้องมาพร้อมกันในโรงงาน (สถานที่ปฏิบัติกิจภาวนา) เพื่อทำวิชชาธรรมกายพร้อมกันทุกคน แม้ไม่ใช่เวรของตนก็ตาม ในขณะที่ปฏิบัติกิจภาวนาให้อาราธนาพระนิพพานให้ปรากฏ และกลั่นธาตุธรรมของผู้มาเวียนเทียนทุกคนให้ใสสะอาด ให้เปิดความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ เพื่อจะได้เห็นพระนิพพานที่มาปรากฏนั้น หลวงพ่อได้เคยเล่าเรื่องนี้ว่าธรรมกายวัดปากน้ำได้ค้นพบได้ตัวจริงแล้ว จะไปนรกได้ไปสวรรค์ได้ ไปนิพพานได้ อาราธนาพระพุทธเจ้าที่อยู่ในพระนิพพานมาให้มนุษย์เห็นที่วัดปากน้ำนี้มากมายในวันมาฆบูชา และ วิสาขบูชา ให้ปรากฏเห็นจริงจังกันอย่างนั้น คุณพระทิพย์ปริญญาก็เคยเขียนเล่าเรื่องนี้ไว้ดังนี้ “เคยได้ยินท่านพระครูที่วัดประดู่องค์หนึ่งเล่าว่า เมื่อวันวิสาขบูชาและวันมาฆบูชามีคนโจษกันมากว่าเวลาเวียนเทียนทีวัดปากน้ำ มีคนเห็นพระปฏิมากรลอยอยู่ในอากาศ ท่านว่าท่านได้ซักถามหลายคนก็รับว่าเห็นจริง......”

หลังจากเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้ว หลวงพ่อจะแสดงพระธรรมเทศนาภาคค่ำให้ผู้มาเวียนเทียนฟัง ต่อจากนั้นพวกที่ได้ธรรมกายจึงจะถอนตัวออกจากการปฏิบัติภาวนาได้ ข้าพเจ้านั้นอยากทราบเหลือเกินว่าจะมีผู้เห็นพระนิพพานมาก น้อยเพียงใด เมื่อเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้วข้าพเจ้าออกเดินไปรอบ ๆ พระอุโบสถ เห็นใครเขาจับกลุ่มสนทนากันก็จะไปร่วมฟังกับเขาด้วย และซักถามว่ามีใครเห็นพระนิพพานบ้าง เห็นในลักษณะใดเมื่อได้ข้อมูลมาก็นำมากราบเรียนให้หลวงพ่อทราบทุกครั้งไป

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นวันมาฆบูชา หลังจากเสร็จพิธีเวียนเทียนแล้ว ข้าพเจ้าได้ออกจากโรงงานเดิน มาที่ลานพระอุโบสถ จำได้ว่าหลวงพ่อท่านแสดงพระธรรมเทศนาเสร็จแล้ว สาธุชนส่วนใหญ่กำลังแยกย้ายกันกลับ ข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติอย่างเคยคือ ไปฟังคนที่เขาจับกลุ่มสนทนากัน บางคนกำลังเล่าว่าได้เห็นองค์พระ พร้อมกับชี้ให้ผู้อื่นดูว่ายังเห็นปรากฏอยู่บนท้องฟ้า ข้าพเจ้าก็แหงนมองตามก็ไม่เห็นอะไร [b]จากการที่ข้าพเจ้าเที่ยวไปสอบถามผู้ที่มาเวียนเทียน ในวันนั้น ก็ทราบว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นองค์พระกันแทบทั้งนั้น ทำให้ข้าพเจ้าคิดน้อยใจตัวเองว่าเพราะเหตุใดเราจึงไม่ได้เห็นองค์พระด้วยตาเนื้อกับเขาบ้าง ในขณะที่เดินคิดน้อยอกน้อยใจตัวเองอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็แหงนมองไปทางทิศเหนือหน้าวัด ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็เห็นพระพุทธไสยาสน์เป็นสีขาวแต่มิใช่เป็นปุยเมฆ ที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นเป็นลักษณะสีขาวเหมือนกับพระจันทร์ที่เพิ่งเยี่ยมท้องฟ้าในยามเย็น พระพุทธไสยาสน์ที่ปรากฏแก่สายตาข้าพเจ้านั้นองค์ยาวมาก ในครั้งแรก ข้าพเจ้าเห็นเพียงครึ่งองค์เท่านั้น[/b] ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความปลาบปลื้มปิติใจจนมิอาจจะกลั้นน้ำตาไว้ได้ ตัวเนื้อสั่น ขนลุกชันด้วยความปราโมทย์ ข้าพเจ้าทรุดกายลงกราบท่านและชี้ให้เพื่อนที่เดินไปด้วยกันดู แต่เพื่อนเขาบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย

ข้าพเจ้าได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดไปก็ขอให้ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระพุทธ ไสยาสน์ปรากฏแก่สายตาตลอดทั้งองค์ การที่ข้าพเจ้าอธิษฐานเช่นนั้น เพราะในช่วงนั้นข้าพเจ้ากำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะลาศีลจากชีกลับไปอยู่บ้านดี หรือว่าจะจะบวชชีต่อไปอยู่ปฏิบัติกิจภาวนากับหลวงพ่อ การอธิษฐานเช่นนั้นเท่ากับเป็นการตัดสินชี้ขาดชะตาของข้าพเจ้าในความรู้สึกของข้าพเจ้าขณะนั้นเหมือนมีม่านรูดเปิดออกให้เห็นองค์พระตลอดทั้งองค์ องค์พระที่ข้าพเจ้าเห็นนั้นยาวประมาณ ๒๐ วา ท่านประทับนอนให้ข้าพเจ้าเห็นด้วยตาเนื้ออยู่เป็นเวลานานแล้วจึงค่อย ๆ เลือนหายไปข้าพเจ้ามีพยานยืนยันในเรื่องนี้ คือ คุณสุธรรม จันทร์กลัด อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ และอดีตนายก สมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ พ.ศ. ๒๕๑๕-๒๕๑๙

ข้าพเจ้าขอนำเรื่องที่คุณสุธรรม จันทร์กลัด เขียนไว้มาให้ผู้อ่านได้ทราบรายละเอียดดังนี้

“....บรรพบุรุษของข้าพเจ้าเป็นพุทธมามกะ ชอบทำบุญ ฟังเทศน์ สนทนากับพระ สนใจในธรรมทุกคนเสมอมา โดยเฉพาะบิดาข้าพเจ้ายังมีความสนใจในทางเวทมนต์คาถาอาคมเป็นพิเศษอีกด้วย บิดามักพาข้าพเจ้าเข้าวัดบ่อย ๆ และยังได้พร่ำสอนสวดมนต์ท่องจำมนต์คาถาต่าง ๆ มากอยู่ แต่ข้าพเจ้าก็เหมือนเด็ก ๆ ทั่วไปที่ชอบแต่ละเล่นอย่างเดียว ค่ำแล้วก็หลับเป็นตายไม่ใคร่สนใจในมนต์คาถานัก ที่จำต้องท่องก็เพราะกลัวบิดามากกว่า แต่อย่างไรก็ดีแม้จะจดจำไม่ได้ผล ก็ยังมีหลงเหลือติดความจำอยู่บ้าง

เนื่องจากบรรพบุรุษของข้าพเจ้ากระทำตนเป็นตัวอย่างไว้ดังกล่าวแล้ว จึงได้เพาะนิสัยนี้แก่ข้าพเจ้าตั้งแต่เด็กตลอดมา เมื่อโตขึ้นก็ชอบสนทนากับพระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าองค์ไหนมีคาถามีของดี ๆ ก็ชอบไปหาบ่อย การที่สนใจในทางนี้ก็เพราะบิดาสอนไว้ว่าเราเป็นลูกผู้ชายต่อไปภายหน้าจะต้องการผจญภัย ผจญกับเหตุร้ายอีกมาก ต้องมีของดีของขลังติดตัวไว้เพื่อป้องกันภัย ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าออกไปรับราชการอยู่หัวเมืองจึงเที่ยวแสวงหาที่วัดไหนที่มีพระเครื่องราง ตะกรุด หรือของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้ามักไปเสาะหามา แม้จนกระทั่งรดน้ำมนต์ ลงกระหม่อม สักยันต์ เอาทั้งนั้น ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ข้าพเจ้ามีหลวงพ่อต่าง ๆ แขวนคอถึง ๒ พวงเต็ม ๆ เวลาเดินไปไหนก็หนักและมีเสียงหลวงพ่อกระทบกันดังแกร๊บ ๆ ถ้าตกน้ำคงว่ายไม่รอดเพราะความหนักและรุงรัง ตอนนั้นได้แต่แสวงหาพระเครื่องของดีของขลังไว้ประจำตัวเป็นอาจิณ จิตใจมิได้นึกถึงพระธรรมให้ลึกซึ้ง ว่าแก่นแท้ของธรรมให้ลึกซึ่ง ว่าแก่นแท้ของธรรมนั้นเป็นอย่างไร จะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะเข้าถึง พระธรรมมีประโยชน์และช่วยเราได้อย่างไร

ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๐ หรือ ๒๔๙๑ จำไม่ได้แน่ชัด พี่สอน ตัดสถิตย์ ผู้เลี้ยงดูบุตรข้าพเจ้าคุยว่า มีหลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ชื่อพระครูสมณธรรมสมาทาน ท่านเก่งทางวิปัสสนา สามารถอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้เห็นได้ ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกใจไม่เคยได้ยิน พระพุทธเจ้าทานเสด็จปรินิพพานไปนานเกือบ ๒๕๐๐ ปีแล้วยังเสด็จมาได้อีกหรือ ใจหนึ่งไม่ใคร่เชื่อ ใจหนึ่งก็ใคร่จะทดลอง เพราะนิสัยของข้าพเจ้าใครพูดอะไรไม่เชื่อง่าย จะต้องทดลองให้เห็นเสียก่อนจนกระทั่งเจ็บตัวไปนั่นแหละจึงจะเชื่อ ดังนั้นจึงให้พี่สอนพาไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เย็นวันนั้น ไม่พบหลวงพ่อ ทราบว่าท่านรับนิมนต์ไปนอกวัด ข้าพเจ้าจึงเดินดูรอบ ๆ วัด เห็นมีพระภิกษุสามเณรจำนวนมากอยู่ตามกุฏิเล็ก ๆ เป็นหลัง ๆ โบสถ์และกำแพงก็เก่า ๆ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วไปบรรยากาศรู้สึกเงียบ ๆ ทึม ๆ อย่างไรชอบกล เมื่อไม่พบหลวงพ่อจึงกลับ

วันหลังข้าพเจ้าไปอีก ครั้นนี้พบหลวงพ่อกำลังฉันเพลอยู่ที่ศาลาไม้หลังเก่า ได้เข้าไปกราบนมัสการคุยกับท่านและขอของดีหรือน้ำมนต์จากท่านอย่างที่เคยขอจากพระองค์อื่น ๆ มาแล้ว [b][u]หลวงพ่อบอกว่าวัดปากน้ำไม่มีคาถาไม่มีน้ำมนต์มีแต่หยุดในหยุดเอ็งจะเอาเปลือกหรือเอาแก่น[/b][/u] เมื่อหลวงพ่อพูดอย่างนี้ใครเล่าจะเอาเปลือกต้องการแก่นกันทุกคน เพราะแข็งคงทนกว่า แต่ก็ยังติดใจสงสัยอยู่ว่า อะไรหนอที่หลวงพ่อว่า หยุดในหยุด ขณะที่พูดคุยกับหลวงพ่อสังเกตว่าหลวงพ่อองค์นี้มีสง่าราศี ลักษณะเด่นน่าเคารพยิ่งกว่าพระองค์อื่น ๆ ที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นมา พูดจานิ่มนวลเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ข้าพเจ้าเกิดจิตเคารพเลื่อมใสขึ้นในทันที แต่ยังไม่มีศรัทธาไปถึงว่าหลวงพ่อจะอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เห็นได้ (ข้าพเจ้าต้องของกราบอภัย ณ ที่นี้ด้วยว่า ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะเป็นความในใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่เวลานี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว)

ตอนบ่ายของทุกวันพฤหัสบดี หลวงพ่อจะสอนให้นั่งภาวนา ผู้ที่จะเข้านั่งจะต้องทำพิธีขึ้นธรรมเนียมเสียก่อน โดยลงชื่ออยู่ในสมุดที่ตั้งอยู่หน้าอาสนสงฆ์ข้าพเจ้าจำได้ว่ามีคุณประยูร สุนทารา ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้วนั่งประจำอยู่ มีเลขลำดับให้ลงชื่อ ข้าพเจ้าจำได้ลาง ๆ ว่า เลขลำดับในตอนที่ข้าพเจ้าลงไว้ตอนนั้นเป็นเลขจำนวนพันเท่านั้น ต่อมาสมุดนั้นหายไปไม่ทราบว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน ลงชื่อแล้วก็บูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้ธูปเทียนแล้ว หลวงพ่อก็เริ่มเทศนาอธิบายธรรมต่าง ๆ ลงท้ายก็สอน ถึงเรื่อง วิชาที่ท่านค้นพบเองอันเป็นวิชชาที่เร้นลับลึกซึ้งยิ่งนัก แล้วท่านก็ให้ทุกคนนั่งหลับตาตั้งกายให้ตรง นั่งขัดสมาธิเท้าขาวทับเท้าซ้าย มือขวาวางแบทับมือซ้าย ให้ปลายนิ้วชี้ขวาจดตรงปลายหัวแม่มือซ้าย ทำใจให้หยุดนิ่ง มองย้อนเข้าไปเอาใจไป จดอยู่ศูนย์กลางกาย นิ่งในนิ่ง หยุดในหยุด หยุดในกลางของกลางพร้อมกับภาวนาคำว่า สัมมา อะระหัง” เรื่อยไป การบริกรรมเช่นนี้ เป็นทางเดียวกับที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม เป็นผลสำเร็จเป็นสัมมาสัมโพธิญาณซึ่งชี้แจงโดยละเอียดคำสอนของหลวงพ่อ ซึ่งมีอยู่ในหนังสืออีกต่างหากแล้ว และเวลานี้มีการสอนวิธีนั่งวิปัสสนาดำเนินตามแบบหลวงพ่อ ที่วัดปากน้ำทุกวันอาทิตย์ และ วันพฤหัสบดีติดต่อตลอดมาเป็นประจำ

ความเห็นที่ว่าการนั่งบริกรรมเช่นนี้ จะบังเกิดผลต่อไปเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าได้กระทำตามคำสอนของหลวงพ่อเรื่อยไปจนหมดเวลาสอน เมื่อลืมตาขึ้นรู้สึกว่าใจคอโล่งโปร่งสบายเย็นและสงบยิ่ง ซึ่งไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย

ข้าพเจ้านึกเปรียบเทียบกับการดูหนังสือ ว่า ถ้าเสียงเงียบจิตสงบไม่ฟุ้งซ่านคิดถึงเรื่องอื่นตั้งจิตใจเป็นสมาธิ เพ่งดูแต่หนังสือ อย่างเดียวแล้ว การดูหนังสือจะจำและเข้าใจได้ดีทำให้เกิดปัญญา นึกอะไรต่ออะไรออกทันที การนั่งแบบอย่างที่หลวงพ่อสอนก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตสงบนิ่งตัดความฟุ้งซ่านออกไปได้ก็จะเกิดปัญญา คิดกำจัดขัดเกลากิเลสตัณหาต่าง ๆ ออกไปจากดวงจิตทีละน้อย ๆ จนหมดสิ้นไปในที่สุด จิตก็ผ่องแผ้ว สะอาด สว่างสงบ เข้าทางเดินของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้านั่งแล้วก็ติดใจ ได้พยายามทำในเวลาต่อมา บางครั้งก็ไม่สงบ เนื่องจากจิตยังวุ่นวายในการงาน แต่ถ้าวันไหนได้มานั่งต่อหน้าหลวงพ่อแล้ว วันนั้นรู้สึกสงบ ใจคอสบายไปทุกครั้ง ข้าพเจ้าพยายามทำอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ยังไม่เห็นดวงธรรมอย่างหลวงพ่อสอน ส่วนที่ว่าหลวงพ่อจะอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้เห็นได้นั้นก็ยังขัดข้องใจอยู่

ในวันวิสาขบูชา และ มาฆบูชา ทางวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ได้จัดให้มีการเวียนเทียนเป็นประจำทุกปี ข้าพเจ้ากับพะยอมภรรยามาเวียนเทียนด้วยทุกครั้งมิได้ขาดตามข่าวที่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอาราธนาพระพุทธเจ้า เสด็จมาให้เห็นได้ตามที่ทราบกันมาก่อนแล้วนั้นก็มีคนพูดกันในวันเวียนเทียนหลายคน บางคนก็บอกว่าเห็นเป็นองค์พระปฏิมากรยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มีอยู่เช่นนี้ทุก ๆ ปี ข้าพเจ้าขยับเข้าไปถามคุณยายคนหนึ่งที่อ้างว่าเห็นแกชี้ให้ดูในท้องฟ้าว่า นั่นไงล่ะลอยอยู่กลางอากาศองค์เบ้อเร่อ ข้าพเจ้ามองตามที่แกชี้มือแต่ท้องฟ้าเปล่า ๆ กับดวงจันทร์เท่านั้นไม่เห็นมีอะไร ข้าพเจ้าถามแกว่าอยู่ตรงไหน แกก็ชี้ให้ดูอีก และพูดว่าอยู่นั่นไงล่ะเห็นออกชัดเจนคุณยังไม่เห็นอีกหรือ ข้าพเจ้าตอบว่าไม่เห็นแล้วข้าพเจ้าถามแก่ว่า คุณยายเห็นด้วยตาข้างนอกหรือเห็นด้วยตาข้างใน (นัยน์ตาข้างนอกหมายถึง มองเห็นด้วยตาเปล่า ตาข้างในหมายถึงการนั่งหลับตาเห็นได้ด้วยการภาวนา ) แกว่าเห็นด้วยตาที่ลืมอยู่นี่แหละ ข้าพเจ้าพยายามดูเท่าไร ๆ ก็ไม่อาจเห็นได้ จึงจนใจไม่กล้าจะซักถามต่อล้อต่อเถียงกับคุณยายคนนั้นต่อไป ในใจคิดว่าถ้าคุณยายจะโฆษณาเชียร์หลวงพ่อเป็นแน่หรือจะเป็นด้วยมีความเคารพนับถือหลวงพ่ออย่างแรงกล้า ทำให้เกิดอุปาทานขึ้นได้ทุกครั้ง

ข้าพเจ้าพยามยามมาเวียนเทียนและเฝ้าดูเช่นนี้ถึง ๓ ปี ได้ถามและมองดูบนท้องฟ้าก็ได้ความอย่างเดิมทุกครั้ง แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นอยู่นั่นเอง เลยอ่อนใจไม่อยากจะถามอีกต่อไป คิดว่าคงไม่จริงเสียแล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าหรือจะมีจริง เพราะคนที่เห็นนั้น เป็นคนมีอายุมาก ถือศีลเข้าวัดเข้าวากันทั้งนั้น จะมาพูดปดหลอกเราให้เสียศีลเพื่อประโยชน์อะไร ที่เขาเห็นอาจจะเป็นด้วยบุญกุศลเพราะไม่ได้เห็นทุกคน เมื่อมานึกถึงตัวข้าพเจ้าก็ได้ทำบุญกุศลเสมอมิได้ขาด แต่มากน้อยบ้างตามกำลัง บุญกุศลน่าจะส่งเสริมให้เห็นกับเขาบ้าง

เมื่อคิดได้อย่างนี้ หลังจากเวียนเทียนแล้วในปีที่ ๓ ก็เลยตั้งจิตอธิษฐานอยู่ในใจว่า ลูกมาวัดนี้ก็เพื่อจะมาหาอาจารย์ที่เก่งกล้าศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถนำจิตใจไปสู่ความสุขความสงบอันเป็นแก่นแท้ของศาสนา จะมีทางใดบ้างที่จะทำให้ลูกเชื่อได้อย่างมั่นใจเบื้องต้นจะต้องได้เห็นความอัศจรรย์ของหลวงพ่อตามข่าวลือนั้นเสียก่อนว่าจริงหรือไม่ ถ้าลูกได้เห็นพระพุทธเจ้าจริงแล้ว ลูกจะขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อตลอดไป

เมื่อตั้งจิตอธิษฐานในใจเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปนั่งบนฐานเจดีย์องค์ใหญ่คนเดียว เจดีย์นั้นอยู่ด้านซ้ายของโบสถ์ แต่เดี๋ยวนี้ทางวัดได้รื้อออกไปแล้วเพื่อขยายโบสถ์ให้กว้าง ตอนนั้นหลวงพ่อยังรับแขกและแจกพระของขวัญอยู่ในโบสถ์

ข้าพเจ้านั่งนิ่งทำให้ใจสงบเป็นสมาธิ แต่มิได้หลับตาอยู่พักใหญ่ ก็เห็นดวงจันทร์ขึ้นเต็มดวงลอยบนท้องฟ้าตรงหน้าพระอุโบสถ เยื้องไปขวามือนิดหน่อย ตาก็จ้องดูดวงจันทร์นั้นเฉย อยู่ มิได้คิดว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในดวงจันทร์นั้น ขณะนั้นจิตลอย ๆ ว่าง เฉยเพ่งมองแล้วก็ย้อนไปถึงสมัยเด็กว่า ภายในดวงจันทร์นั้นผู้หลักผู้ใหญ่บอกว่ามีกระต่ายอยู่ ขณะนั้นภายในดวงจันทร์มีสิ่งมัว ๆ ปรากฏอยู่บางส่วนในดวงจันทร์ ใจก็อยากเห็นว่าสิ่งมัว ๆ นั้นจะใช่กระต่ายหรือเปล่า เมื่อเพ่งหนักเข้าสิ่งมัว ๆ นั้นก็ค่อย ๆ ปรากฏเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้น แต่รูปนั้นหาใช่กระต่ายไม่ กลับเป็นรูปพระภิกษุอินเดียไว้ยมยาว แต่ม้วนเป็นกลุ่มมุ่นไว้บนศีรษะ มีหนวดเครายาวรุงรัง ห่มผ้าจีวรม้วนเป็นเกลียวตลอดจากไหล่ซ้ายลงมาถึงแขน เห็นเพียงหน้าอก เห็นแล้วรู้สึกตกใจที่ว่าเป็นกระต่าย ทำไมกลายเป็นรูปพระไปได้หรือว่านัยน์ตาเราฝาดไปเอง หรือจิตนึกอะไรต่ออะไรขึ้นมาทำให้มองเห็นเป็นรูปอะไรไปได้ หรืออาจจะเกิดอุปาทานขึ้นมาจึงก้มหน้าขยี้ตาสลัดความนึกคิดต่าง ๆ ออกไปแล้วตั้งอกตั้งใจดูใหม่ ก็เห็นรูปคงเดิม แต่ยิ่งเพ่งก็เห็นรูปชัดเจนยิ่งขึ้น เห็นจมูกปาก แม้แต่เส้นหนวดเคราก็เห็นได้ชัดเจน นัยน์ตาท่านจ้องมองตรงมายังข้าพเจ้า ทำให้ใจคอเริ่มรู้สึกไม่ใคร่ดี ขนในกายก็ค่อย ๆ เริ่มลุกเกลียวขึ้นทีละน้อย ๆ เหมือนถูกผีหลอกกระนั้นพลันก็คิดว่าถ้าจะเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้วกระมัง พอนึกเท่านั้นจิตใจก็เกิดเชื่อมั่นว่า ใช่แล้ว ๆ ทันใดขนในกายทุกขุม ตลอดจน บนศีรษะลุกชันเกลียวซู่กันทั้งหมดเกิดความปิติซาบซ่านไปทั่วสารพางค์กาย ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่งว่า เรานี่ยังมีบุญได้เห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับเขาได้เหมือนกัน ข่าวลือที่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอาราธนาพระพุทธเจ้ามาให้เห็นนั้นจริงแน่แล้ว

#พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) #พระผู้ปราบมาร #หลวงพ่อวัดปากน้ำ #หลวงปู่วัดปากน้ำ #LuangPuWatPaknam #Phramongkolthepmuni (Sodh Candasaro) #MaraVanquisher