แก่นสารในพระธรรมวินัย
พระพุทธศาสนาท่านอุปมา เหมือนต้นไม้ใหญ่ สมบูรณ์ด้วยใบแก่ อ่อน ดอก ผล ที่นก ประชุมชน ต้องการได้ทั้งนั้น
ถ้าว่าคนไม่มีปัญญา เข้ามาในพระธรรมวินัย ของพระศาสดา ก็มัวรับประทานใบไม้น่ะ อ่อนแก่ตามเรื่องของตัว รับประทานดอกไม้บ้าง อ่อนแก่ตามกุศลของตัว รับประทานผลไม้บ้าง อ่อนแก่ตามประสงค์ของตัว นี่คนมีปัญญาน้อย คนไม่มีปัญญา
ถ้าคนมีปัญญาแล้วก็ อ้อเป็นตามธรรมดา พระพุทธศาสนาสมบูรณ์ บริบูรณ์ด้วยลาภสักการะต่าง ๆ เต็มอยู่ในพุทธศาสนานี้ ใครมาอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ ไม่ต้องทำนาทำเรือกทำสวนค้าขายแต่อย่างหนึ่งอย่างใด
ในพุทธศาสนา มีบริบูรณ์ด้วยข้าวปลาธัญญาหารทั้งนั้น ไม่ขาดตกบกพร่องอย่างใด
ถ้ามัวเพลินแต่กินแต่นอน เสียเช่นนี้ มรรคผลก็ไม่ได้ เสียเวลาไป
นี่ทำให้มีให้เป็นธรรมกายขึ้น นั่นน่ะเป็นแก่นเป็นสาระของต้นไม้นั้น
ในพุทธศาสนาเรียกว่า เป็นแก่นแน่นหนาทีเดียว ได้ชื่อว่ายึดไว้ได้ ซึ่งแก่นสารของตนทีเดียว
อาทยิสารเมว อตฺตโน ยึดไว้ได้ซึ่งแก่นสารของตนทีเดียว
ได้ธรรมกายเสีย ได้ธรรมกายแล้ว ทำธรรมกายนั่น ให้เป็นพระโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล
สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล
อนาคามิมรรค อนาคามิผล
อรหัตตมรรค อรหัตตผล เป็นลำดับขึ้นไป
อย่างนี้ พบแก่นสารในธรรมวินัย ของพระศาสนาแท้ ๆ ฯ
(กัณฑ์ที่ ๓๓ : กรณียเมตตสูตร ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๗ จากหนังสือมรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร))
โดย #พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) #พระผู้ปราบมาร #หลวงพ่อวัดปากน้ำ #หลวงปู่วัดปากน้ำ #LuangPuWatPaknam #Phramongkolthepmuni (Sodh Candasaro) #MaraVanquisher