ใจเย็น ๆ

ฝึกทำเฉย ๆ สบาย ๆ เราอยากจะนึกถึงนิมิตเราก็นึก ไม่อยากนึกเราก็ไม่นึก แล้วก็อย่าลืมยอมรับการเห็นภายนอกกับภายในว่ามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ถ้าเราไม่ยอมรับมันก็เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึง แต่เรายอมรับว่า “วิธีภายในหรือการเห็นภายใน ก็เป็นแบบของภายใน”

ส่วนวิธีภายนอก การเห็นภายนอกหรือการทำให้ชัดภายนอก มันก็เหมาะสมกันกับภายนอก เข้าใจตรงนี้ได้เดี๋ยวง่าย ภายนอกเวลาเราเห็นอะไรมันเห็นได้ทันทีเลย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ชัดก็จะเพ่งจ้อง ทำตาหยีให้มันชัด

ส่วนข้างในเป็นของละเอียดเวลาเห็นมันก็ค่อย ๆ เห็นจากความมืดมากไปสู่ความมืดน้อย สลัวรัว ๆ ลาง ๆ ฟ้าสางแจ้ง สว่างมันก็ค่อย ๆ ขึ้นไปเหมือนการโคจรของดวงอาทิตย์อย่างนั้นแหละ มันค่อย ๆ ขจัดความมืดไปสู่ความสว่างเวลาเห็นมันก็ค่อย ๆ เห็น แล้ววิธีจะทำให้ชัดภายใน คือ ต้องนิ่งต้องหยุด

ถ้าเรายิ่งหยุดยิ่งนิ่งดูไปเฉย ๆ อย่าไปเพ่งไปจ้องทำตาหยีอะไรอย่างนั้น เดี๋ยวมันก็จะค่อย ๆ ชัดขึ้นมาเอง วิธีการทำให้ชัดภายในเขาทำกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้น..หลวงพ่อจึงใช้คำว่า “มีอะไรให้ดูเราก็ดูไปดูไปเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น” ฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอะไรแต่นี่แหละสำคัญ

นี่คือวิธีการทำให้ประสบการณ์ภายในชัดเจนเหมือนการเห็นภายนอก เขาทำกันอย่างนี้ วิธีการมันเป็นอย่างนี้ อย่าไปทำผิดวิธีนะ แล้วเราก็พึงพอใจทุก ๆ ประสบการณ์ภายใน ที่หลวงพ่อใช้คำว่า “ใจเย็น ๆ” นั่นแหละ

ใจเย็น ๆ เดี๋ยวก็จะเห็นภาพแล้วก็ชัดขึ้นมา จากชัดน้อยไปสู่ชัดมาก ชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งใจมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับนิมิตภายใน ยิ่งเราหยุดนิ่งไปเรื่อย ๆ

ถ้าตรงนี้ได้เดี๋ยวเราก็ได้หมดตลอดเส้นทางเลย ถ้าจะแก้ก็แก้กันตรงนี้ อย่าไปฮึดฮัดอย่าไปรำคาญตัวเอง ในกรณีที่ทำไม่ได้ผลหรือช้าอย่างนี้ ใจเย็น ๆ เลย สบาย ๆ เดี๋ยวศูนย์กลางกายก็จะเปิดขยายโล่งกว้างออกมาเองเบา ๆ สบาย ง่วงเราก็หลับ เมื่อยก็ขยับ ฟุ้งก็ลืมตา แล้วก็ว่ากันใหม่มันก็อย่างนี้ ทำกันไป ปรับกันไปนะลูกนะ

#หลวงพ่อธัมมชโย #ทบทวนโอวาท #วัดพระธรรมกาย #ธรรมกาย