“หมั่นตรวจตรา
ดูแลตัวของเราเองให้ดี”
การที่เราได้ทิ้งทุกสิ่งจากทางโลก
เพราะเห็นว่าชีวิตทางโลกนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
แล้วก็เป็นที่อึดอัดที่คับแคบเหมือนปลาอยู่ในข้อง ถึงแม้จะสนุกสนานเพลิดเพลิน
ก็สนุกสนานไปแบบแกน ๆ กันไปอย่างนั้น จึงได้ทิ้งสิ่งเหล่านั้น มาสู่เส้นทางนี้
เมื่อเราตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
เด็ดขาด จะเข้ามาสู่ในเส้นทางนี้ ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างตั้งใจ
ให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเข้ามาสู่องค์กร เข้ามาสู่ในเส้นทางนี้
ที่จะมาศึกษาวิชชาธรรมกาย มาฝึกฝนอบรมตัวของเราและมาสร้างบารมี
ให้ทำให้ได้อย่างที่ได้ตั้งใจเอาไว้
เพราะฉะนั้น..วันเวลาที่ผ่านไปก็ให้ผ่านไปด้วยการสั่งสมความดี
ความบริสุทธิ์ผุดผ่อง เข้ามาใส่ตัวของเราให้มาก ๆ ให้หมั่นตรวจตรา
ดูแลตัวของเราเองให้ดี คือ ดูแลตั้งแต่ภายในออกมาสู่ภายนอก
ดูแลจิตใจของเราให้สะอาด ให้เกลี้ยงเกลา จากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อการกุศล
ต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ให้ใจเราผ่องใสประภัสสรอยู่ตลอดเวลา..ตรวจตราดูใจ
ดูความนึกคิด ให้มีแต่ความบริสุทธิ์ล้วน ๆ ตรวจตราดูแลวาจาคำพูด
ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ตรวจตราดูแลการกระทำ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ตลอดเวลา ดูออกไปเรื่อยเลย
กระทั่งผุดผ่องทั้งอาภรณ์ เครื่องนุ่งห่ม ผุดผ่องทั้งอาวาสที่อยู่อาศัย จนกระทั่งสิ่งที่จะนำเข้าไปสู่ร่างกายของเรา
คือ อาหารบริสุทธิ์ผุดผ่องตลอดหมด สิ่งอะไรที่จะไหลผ่านกาย วาจา ใจของเรา
ต้องสะอาด ต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องอย่างนี้ถึงจะสมกับการได้เข้ามาสู่เส้นทางนี้
สู่องค์กรนี้
เมื่อเราบริสุทธิ์
ผุดผ่อง เป็นที่พึ่งต่อตัวของเราเองได้แล้ว ก็จะได้เป็นที่พึ่งต่อชาวโลก
เป็นหลักของโลกต่อไปในอนาคต ซึ่งชาวโลกนั้นขาดที่พึ่ง เขายังว้าเหว่อยู่
ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน
ชีวิตถึงจะรอดปลอดภัยจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏและในอบาย
เพราะฉะนั้นเขาเลยต้องแสวงหาผู้รู้ที่จะเป็นหลักที่พึ่งกับเขาได้ ผู้รู้ที่แท้จริงในโลกนี้ก็คือผู้ที่ได้เข้าถึงพระธรรมกายเท่านั้น
เพราะว่าเมื่อถึงหลักของชีวิตแล้ว
เอาตัวรอดปลอดภัยแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ที่จะเป็นหลัก
เป็นที่พึ่งให้กับชาวโลก ถ้ารู้แล้ว เห็นแล้ว ไม่ไปทำหน้าที่นี้ มันก็ผิดหน้าที่
หน้าที่ของเรามันก็ไม่สมบูรณ์ ได้แค่ประโยชน์ตน แต่ว่าประโยชน์ท่านนั้นไม่ได้
เพราะฉะนั้น..ก็จะต้องทำหน้าที่กันต่อไป เมื่อถึงในวาระนั้นจนกว่าชีวิตจะหาไม่
คือหมดเรี่ยวหมดแรงกันไป เหมือนอ้อยที่เขาหีบความหวานหมดไปแล้ว
เหลือแต่ชานทิ้งไปอย่างนั้น ร่างกายก็เหมือนกัน พอเราอาศัยได้สร้างทำความดี
เพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงคราวที่ร่างกายใช้ไม่ได้ต่อไปแล้ว
ก็จากไปสู่ในภพภูมิใหม่ เหมือนภาชนะดินที่แตกทำลายไปสู่ภาชนะทองคำอย่างนั้น
การที่จะเดินทางไปสู่ภายในนั้น
เหมือนเป็นการเดินสวนกระแส เดินทวนกระแสกิเลส กระแสแห่งความทุกข์ทรมาน
เพราะฉะนั้นจงมีความสุขและสนุกสนานกับการสวนกระแส ของสิ่งที่จะทำให้กาย วาจา
ใจเราเศร้าหมอง และให้มีความสุข สนุกกับสิ่งนี้ ที่จะเอาชนะมัน เดินสวนกระแส
นี่เป็นหน้าที่ของเรา เป็นอาชีพของเรา
เพราะฉะนั้น..อย่าให้ใจของเราอ่อนแอลงมา
ให้สวนกลับคืนไปเลย จนกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางภายในโน้น หมั่นตรวจตรา กาย วาจา
ใจ ของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์เสมอ ยิ่งบริสุทธิ์มันก็จะยิ่งมีกำลังใจเพิ่มขึ้น
เพราะยิ่งบริสุทธิ์ ก็ยิ่งมีความสุข ยิ่งมีความสุข
ก็ยิ่งมีกำลังใจในการสร้างความดี ไม่มีตกต่ำเลย จะมีสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
ถ้ากำลังใจของเราตกเป็นเครื่องวัดว่า
“กาย วาจา ใจของเราไม่บริสุทธิ์ มีสิ่งบางสิ่งที่เข้ามาบังคับบัญชาอยู่ในกาย
วาจา ใจของเรา” ถึงตอนนี้ก็ต้องรีบแก้ไข
ตรวจตราให้ดี เอาชนะมันให้ได้ ให้มีความสุขสนุกกันอย่างนี้ ทำบ่อย ๆ ก็จะเกิดความคุ้นเคยและก็ชิน
จนกระทั่งเป็นจริตอัธยาศัยพื้นฐานจิตใจของเราที่มั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป (พ.ศ. ๒๕๔๐)
#หลวงพ่อธัมมชโย #ทบทวนโอวาท #วัดพระธรรมกาย #ธรรมกาย