“สบาย”
ความสบายนี้เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม
โดยหลักมีอยู่ว่าจะต้องให้สติกับสบายไปคู่กัน ซึ่งสติกับสบายทั้งสองจะต้องไปคู่กันตลอดเส้นทางตั้งแต่เบื้องต้นจนกระทั่งถึงที่หมายปลายทาง
ถ้าไปด้วยกันเมื่อไรจะทำให้ใจเราหยุดนิ่งได้ง่าย
และหลังจากใจหยุดแล้วก็จะเข้าถึงดวงธรรมภายใน หลักก็มีอยู่อย่างนี้
อย่านั่งแบบขุ่นมัวเร่าร้อนหรือนั่งแบบฮึดฮัดอย่างนี้ไม่ได้ผล
จะต้องทำอารมณ์ให้สบาย ๆ
ส่วนวิธีลัดที่จะทำให้เราได้ความสบายก็คือ
ทำใจเราให้ว่าง ๆ นิ่งเฉย ๆ ทำตัวประหนึ่งว่า เราอยู่คนเดียวในโลก
ไม่มีพันธะผูกพันกับเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น หรือสมมติตัวเราอยู่กลางอวกาศโล่ง
ๆไม่มีสรรพสัตว์สรรพสิ่ง คน สัตว์ สิ่งของไม่มี
อย่างนี้เป็นทางลัดที่จะทำให้ใจเราปลอดโปร่ง
คำว่า “สบาย” ของหลวงพ่อในที่นี้ เป็นความสบายในเบื้องต้นก็คือ
รู้สึกเฉย ๆ ภาษาธรรมะเขาเรียกว่า “อทุกขมสุข(อะ-ทุก-ขะ-มะ-สุก)” คือ จะเรียกว่าสุขก็ไม่เชิง
ทุกข์ก็ไม่ใช่ ในเบื้องต้นมันอยู่ในสภาพที่เฉย ๆ แล้วเราก็ทำใจว่าง ๆ
เหมือนอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า “ให้มองโลกนี้ให้ว่างเปล่า
ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีสิ่งของ ใจว่าง ๆ นิ่ง ๆ” นี่คือความหมายของคำว่า
“สบาย” ของหลวงพ่อในเบื้องต้น
แล้วเราก็อาศัยจุดนี้แหละ
จุดที่เรารักษาใจที่เป็นกลาง ๆ ว่าง ๆ โล่ง ๆ นิ่ง ๆ เฉย ๆ
ถ้าเรารักษาอารมณ์นี้ให้สมํ่าเสมอ ด้วยใจที่เยือกเย็น ไม่เร่งร้อน เร่งรีบ
ประคองอารมณ์นี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในตำแหน่งที่ใจเราตั้งมั่นแล้วรู้สึกว่า สบาย
ปลอดโปร่ง มีความรู้สึกพึงพอใจกับอารมณ์ชนิดนี้ ความรู้สึกชนิดนี้
ไม่ช้าเราจะเข้าถึงจุดแห่งความสบายที่แท้จริง
ซึ่งจะมีความรู้สึกที่แตกต่างจากคำว่า “สบาย” ในเบื้องต้นของหลวงพ่อ
เพราะฉะนั้น..คำว่า “สบาย”
คำเดียวกัน แต่ปริมาณแห่งความสบายนั้นจะไม่เท่ากัน
ตั้งแต่สบายในระดับมีปริมาณน้อย จนกระทั่งมีปริมาณเพิ่มพูนขึ้น
ดังนั้นตอนนี้เราแสวงหาอารมณ์สบายกันเสียก่อน
โดยการทำใจให้ว่าง ๆ นิ่ง ๆ โล่ง ๆ เฉย ๆ
เหมือนอยู่กลางอวกาศ เมื่ออารมณ์เราสบายและมีสติ เดี๋ยวเราคอยดูนะ
สิ่งที่เราเคยคิดว่ามันยาก มันจะกลายเป็นของง่ายสำหรับเรา (พ.ศ. ๒๕๓๖)
#หลวงพ่อธัมมชโย #ทบทวนโอวาท #วัดพระธรรมกาย #ธรรมกาย